วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

สงครามฝิ่น

โดย นางสาวปรียาภรณ์ ภัยมณี

สงครามฝิ่น



สงครามฝิ่น  ฝิ่นเป็นยาเสพติดที่ชาวจีนติดกันอย่างงอมแงมและติดกันมานาน ในรัชกาลจักรพรรดิหยงเจิ้น  เคยมีดำริที่จะทำการปราบปรามฝิ่นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวจีนส่วนใหญ่ยังติดฝิ่นเรื่อยมา จนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเต้ากวง ปีที่ 19 พระองค์มีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่จะทำการปราบฝิ่น ทรงแต่งตั้งหลินเจ๋อสวี เป็นผู้ตรวจราชการสองมณฑล ขึ้นเป็นผู้นำในการกวาดล้างฝิ่นจากแผ่นดินจีน

เริ่มกระบวนการปราบปรามฝิ่น
หลินเจ๋อสวีเริ่มงานด้วยการห้ามค้าฝิ่นในมณฑลกวางตุ้ง และจับพ่อค้าฝิ่นชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไปคุมตัวในเรือนจำ ใครที่มีหลักฐานว่าค้าฝิ่นจะต้องถูกประหาร และตัดศีรษะเสียบประจาน เพื่อข่มขู่ชาวจีนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวจะได้ไม่กล้าค้าฝิ่นอีก นอกจากปราบปรามการค้าฝิ่นในหมู่ชาวจีน หลินเจ๋อสวี ยังได้พยายามฟื้นฟูสุขภาพชาวจีนที่ติดฝิ่น โดยจัดโครงการรณรงค์การอดฝิ่น มีชาวจีนหลายคนที่อดฝิ่นได้สำเร็จ ทางการก็จะประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้คนอื่น ๆ เอาเป็นแบบอย่างอันดีที่จะพยายามเลิกฝิ่นให้ได้ จากนั้นหลินเจ๋อสวีก็สั่งห้ามเรือพ่อค้าต่างชาติที่บรรทุกฝิ่นเข้ามาในอาณาจักรจีน โดยห้ามเรือล่องเข้าแม่น้ำจูเจียงมาเป็นเด็ดขาด และประกาศให้พ่อค้าต่างชาติที่มีฝิ่นในครอบครอง ต้องนำฝิ่นมาส่งมอบให้ทางการจีน แต่พ่อค้าชาวต่างชาติไม่สนใจคำสั่งของหลินเจ๋อสวี ยังคงค้าฝิ่นต่อไป หลินเจ๋อสวีจึงสั่งปิดล้อมย่านการค้าของคนต่างชาติใน และบีบให้พ่อค้าต่างชาติส่งฝิ่นให้ทางการจีน


การปะทะที่กว่างโจวระหว่างสงครามฝิ่นครั้งที่สอง

หลังจากปิดล้อมอยู่สองวัน พวกพ่อค้าต่างชาติก็ยอมมอบฝิ่นออกมาในที่สุด ฝิ่นที่ยึดได้ครั้งนี้ หลินสั่งให้เอาฝิ่นทั้งหมดไปละลายกับกรดน้ำส้มกับเกลือและน้ำ เพื่อฆ่าฤทธิ์ของฝิ่น แล้วก็โยนทิ้งทะเลไปจนหมดสิ้น ผลจากการปราบปรามฝิ่นอย่างจริงจังของหลินเจ๋อสวี ทำให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะพ่อค้าอังกฤษที่มีผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นมหาศาลไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะฝิ่นที่หลินเจ๋อสวีทำลายไปมีจำนวนมหาศาลถึง 20,000 ลัง คิดเป็นน้ำหนักสองล้านปอนด์ครึ่ง และเนื่องจากฝิ่นเป็นสินค้าที่มีค่าสูง จึงยังมีพ่อค้าต่างชาติทั้งชาวอังกฤษและโปรตุเกส ยังคงลอบค้าฝิ่น แต่เปลี่ยนฐานการค้าจากตัวแผ่นดินใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง ไปอยู่ที่มาเก๊า และเกาะฮ่องกง ซึ่งมีทำเลดีกว่าแทน



สงครามปะทุ
การกระทบกระทั่งระหว่างจีนกับอังกฤษยังคงมีต่อมา เมื่อชาวจีนถูกกะลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าตายที่เกาลูน หลินเจ๋อสวีให้ทางอังกฤษส่งตัวกะลาสีที่ก่อเหตุมารับโทษตามกฎหมายจีน แต่กัปตันเอลเลียตของอังกฤษปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ผลจากการกระทบกระทั่งกันครั้งนี้ ทำให้หลินเจ๋อสวีขับไล่ชาวอังกฤษทั้งหมดออกจากมาเก๊า แต่พ่อค้าเหล่านี้ก็ไปตั้งหลักที่ฮ่องกงแทน กัปตันเอลเลียต ขอความช่วยเหลือไปทางรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นยุคสมัยของการล่าอาณานิคม ถือเป็นเหตุในการทำสงครามกับจีน
การผลิตฝิ่นในอินเดีย

โดยเริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2382(ค.ศ. 1839) โดยสั่งให้บริษัทอีสต์อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของรัฐบาลอังกฤษ ส่งกองเรือไปช่วยที่ฮ่องกง เมื่อกองเรือรบกองแรกมาถึงซึ่งประกอบไปด้วยเรือปืนจำนวน 28 ลำ หลินเจ๋อสวีไม่เคยมีประสบการณ์กับการรบกับอาวุธที่ทันสมัยเช่นนี้ จึงถูกโจมตีจนกองเรือจีนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว หนำซ้ำพวกขุนพลของจีนที่สู้แพ้อังกฤษ ยังไม่กล้ารายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง ทำให้หลินเจ๋อสวีเข้าใจผิดว่ากองเรือของจีนเอาชนะกองเรืออังกฤษได้ จึงถวายรายงานกับพระจักรพรรดิเต้ากวงว่า จีนได้รับชัยชนะ และยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกอังกฤษยิ่งขึ้น
ในที่สุด ในปี พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) ฝ่ายกองเรือรบอังกฤษก็บุกเข้าปากแม่น้ำจูเจียง และยึดเมืองกวางซูเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเคลื่อนกองเรือรุกเข้ามาในแผ่นดินจีนขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังส่งกองเรือจำนวนหนึ่งไปยึดเมืองท่าริมทะเลเอาไว้ด้วย ความทราบถึงพระจักรพรรดิเต้ากวง จึงทรงตำหนิหลินเจ๋อสวีอย่างรุนแรง และปลดหลินเจ๋อสวีจากตำแหน่งทั้งหมด เนรเทศไปยังซินเจียง และส่งแม่ทัพฉีซานมาแทน ฉีซานไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของอังกฤษได้

ผลลัพธ์
ในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) กองทัพอังกฤษบุกเข้ายึดเมืองนานกิงได้ จนกระทั่งในที่สุดจำเป็นต้องเจรจาสงบศึกกับอังกฤษ ที่เมืองนานกิงนั่นเอง และยอมเซ็นสนธิสัญญาที่ชาวจีนถือว่าอัปยศที่สุด ที่เรียกว่าสนธิสัญญานานกิงในปีเดียวกันนั้น เนื้อหาในสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษบังคับให้จีนเปิดเมืองท่าตามชายทะเลเพื่อค้าขายกับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือดินแดนจีน คนที่ถือสัญชาติอังกฤษ จะไม่ต้องขึ้นศาลจีน รวมทั้งสิทธิใด ๆ ที่อังกฤษได้ ต่างชาติอื่น ๆ ก็ต้องได้ด้วย แม้ว่าเนื้อหาของสนธิสัญญานี้ จีนต้องเสียเปรียบอังกฤษเป็นอย่างมาก แต่จีนก็จำต้องเซ็นสัญญาเพื่อยุติสงครามที่จีนเสียเปรียบอย่างเทียบไม่ติด
ต่อมาจีนก็สูญเสียเอกราชบนคาบสมุทร เกาลูนไปอีก ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ตามสนธิสัญญาปักกิ่ง ในรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) ปีที่ 10 และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) ตรงกับรัชกาลจักรพรรดิกวังซวี่ (光緒帝) ปีที่ 24 สูญเสียพื้นที่เขตดินแดนใหม่ (New Territories) ให้กับสหราชอาณาจักรในสัญญาเช่า 99 ปี นับแต่นั้น เซินเจิ้นและฮ่องกงก็ถูกแบ่งแยกการปกครองออกจากกัน และภายใน พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) คนจีนกว่า 13 ล้านคน ยังคงติดฝิ่นอยู่ เศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่นเป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงศ์ชิงก็ตกอยู่ในภาวะแห่งการล่มสลาย

อ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki.com

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ขบวนการชาตินิยมในเอเชีย

โดย นางสาวปรียาภรณ์ ภัยมณี


ขบวนการชาตินิยมในเอเชีย

   การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในดินแดนเอเชียคือ เมื่อประเทศเจ้าอาณานิคมได้ส่งเสริมให้จัดการศึกษาในประเทศที่ตนได้ปกครอง เช่น อังกฤษ ได้ปรับปรุงการศึกษา ทำให้นักศึกษาได้รับการศึกษาดีขึ้น ซึ่งเป็นชนชั้นกลางในสังคมและจะเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในวงการเมืองต่อไปในภายหน้า ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีเป้าหมายเพื่อการปกครองตัวเองรวมไปถึงความเป็นเอกราชของชาติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดขบวนการชาตินิยมต่างๆในเอเชียขึ้น

สาเหตุของขบวนการชาตินิยม

.1.ความรู้สึกและความสำนึกรักชาติโดยได้รับอิทธิพลและแรงจูงใจจากการศึกษาตะวันตกที่ประเทศเจ้าอาณานิคมได้ส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาทำให้นักศึกษาและผู้รักชาติได้รับอิทธิพลและแนวคิดชาตินิยมจากประเทศเหล่านี้
            2.การได้รับอิทธิพลทางการปฏิวัติในยุโรปที่มีการปฏิวัติมาก่อนหน้าเอเชีย หรือการที่เอเชีย เช่น ญี่ปุ่นสามารถต่อสู้กับยุโรปได้ กรณีญี่ปุ่นรบชนะรัสเซียใน พ.ศ. 2447ทำให้เกิดความคิดของการเป็นแบบในการสร้างสำนึกชาตินิยมในเอเชีย

1.ขบวนการชาตินิยมที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก 
คือ จีน ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้ก่อตั้งสมาคมกู้ชาติเพื่อช่วยเหลือความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น อาทิ ปรับปรุงการศึกษาการเกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งพิจารณาโดยรวม แนวคิดของเขาได้รับอิทธิพลจากภายในและภายนอกประเทศชื่อว่า หลักประชาชนซึ่งแพร่หลายใน พ.ศ. 2467  มีหลักว่าชาตินิยมประชาธิปไตย และสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของประชาชนหากจะกล่าวถึงขบวนการชาตินิยม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติของจีน แต่ก็เป็นไปในลักษณะ ของการต่อต้านราชวงศ์แมนจู

ซึ่งเป็นชนต่างชาติอยู่แต่เดิมครั้นเมื่อราชวงศ์แมนจูพ้นออกไปจากเมืองจีนแล้วลัทธิชาตินิยมก็มิได้มีบทบาทสำคัญในเรื่องการเมืองเท่าใดนักภายในพ.ศ. 2414 กลุ่มซามูไรและปัญญาชนได้ทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องอำนาจจากโชกุนคืนมาให้จักรพรรดิอันเนื่องด้วยเวลานั้นจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งภัยคุกคามจากภายนอกประเทศของมหาอำนาจอำนาจตะวันตกต่างๆ เป็นโอกาสให้รวบรวมพวกคนเหล่านี้ในฐานะนักชาตินิยมขบวนการชาตินิยมเกิดความหวั่นเกรมต่อภัยคุกคามของต่างชาติ  ทำให้ผู้นำขบวนการปฏิวัติเทิดทูนจักรพรรดิเป็นผู้นำเพื่อขจัดภัยต่างชาติและเพื่อปฏิรูปสังคและการเศรษฐกิจ สังคมเพื่อรองรับและเป็นเหตุผลข้อหนึ่งในการนำไปสู่การเปิดประเทศในสมัยต่อมรวมทั้งการที่ญี่ปุ่นได้ถูกบังคับให้ต้องเซ็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมญี่ปุ่นก็ได้พยายามเรียกร้องกับนานาประเทศที่เคยทำสัญญาให้ญี่ปุ่นต้องเสียเปรียบซึ่งจากความพยายามและเรียกร้องของญี่ปุ่นอังกฤษจึงเป็นประเทศที่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆจนใน พ.ศ. 2454 จึงแก้สัญญาต่างๆ ได้หมด และญี่ปุ่นก็ได้เสรีภาพเต็มที่ทั้งการศาลและการภาษีอากร

2.ขบวนการชาตินิยมที่เกิดขึ้นในเอเชียใต้ คือ
อินเดีย ญี่ปุ่นชนะสงครามรัสเซียในปี พ.ศ. 2448 มีผลทำให้เกิดการตื่นตัวในลัทธิชาตินิยมในอินเดีย ผลของสงครามนั้นทำให้เห็นว่าชาติตะวันออกสามารถชนะชนชาติตะวันตกได้ ชาวอินเดียได้เรียกร้องต่างๆ ของชาวอินเดียใช้ขบวนการชาตินิยมเพื่อเป็นเอกราช เพื่อการปกครองตนเองจนกลายเป็นความวุ่นวายจนถึงขนาดอังกฤษต้องออกฎหมายควบคุมการจลาจลทั้งหลายในปีพ.ศ. 2451กลางพุทธศตวรรษที่ 25 ชาวอินเดียได้มีความรู้สึกเข้าใจชาติของตนการที่เยาวชนได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างๆ

ที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษได้จัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นที่บอมเบย์และกัลป์กัลป์ตาเยาวชนอินเดียได้เรียนรู้ระบบวัฒนธรรมทางตะวันตกเรียนรู้การปฏิวัติของฝรั่งเศส และการสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ความคิดของคนรุ่นใหม่จึงเปิดกว้างต่อแนวคิดก้าวหน้า สิทธิเสรีภาพอิสรภาพ ซึ่งส่งผลต่อชาวอินเดียในด้านการคำนึงถึงเอกราชและการสร้างชาติของตนให้เจริญรุ่งเรือง แล้วขบวนการชาตินิยมก็เกิดขึ้นในอินเดียรวมทั้งการก่อตั้งสมาคมต่างๆเพื่อการปฏิรูปศาสนาวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นสมาคมพราหมสมาชที่มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟศาสนาฮินดุ สมาคมอารยสมาชที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านอารยธรรมตะวันตก เป็นต้น รวมไปถึงการก่อตั้งพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่ต่อสู้เรียกร้องให้ชาวอินเดียเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองอินเดียและสุดท้ายก็เรียกร้องเอกราช

จากเหตุผลดังกล่าวในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 ลัทธิชาตินิยมได้เกิดขึ้นในอินเดียอย่างรวดเร็วและพร้อมกันนั้นการเรียกร้องเพื่อปกครองตนเองก็ไทวียิ่งขึ้นแม้ชาวอังกฤษจะคิดว่าการปกครองของตนได้นำพรอันประเสริฐหลายอย่างของอารยธรรมตะวันตก มาสร้างสรรค์ให้แกประเทศอินเดียก็ตามแต่อินเดียก็ไม่ยอมลงความเห็นด้วย ลัทธิชาตินิยมได้รับการหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโตขึ้นโดยพรรคคองเกรสซึ่งเป็นพรรคการเมืองชาตินิยม ทางศาสนาแล้วส่วนมากเป็นฮินดู ซึ่งต่อมาได้มีอำนาจปกครองอินเดีย อาทิ มหาตมะ คานธี นักชาตินิยมที่นำอินเดียต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษด้วยวิธีการสันติที่เรียกว่า"อหิงสา"จนได้รับเอกราชคืนมาและเยาวหราล เนห์รู นักกฎหมายที่มีแนวทางชาตินิยม ซึ่งภายหลังได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดียหลังได้รับเอกราชใน พ.ศ. 2490

การได้เอกราชของอินเดียจากอังกฤษก็ได้ทำให้เกิดการแยกประเทศ ระหว่างคนอินเดียที่นับถือฮินถือฮินดูและอิสลามซึ่งนำโดยนักชาตินิยมอย่างอาลี จินนาห์ ผู้นับถกือมุสลิมและเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหากรรมอยู่กับอินเดียที่ปกครองส่วนใหญ่เป็นฮินดู จึงแยกไปเป็นปากีสถานในพ.ศ. 2490 และเป็นบังกลาเทศใน พ.ศ. 2514

ขบวนการชาตินิยมและการต่อสู้เพื่อเอกราช

ขบวนการชาตินิยมของอินเดียเริ่มเติบโตตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งองค์กรชาตินิยมที่มีบทบาทในฐานะปากเสียงของประชาชน ได้แก่ คองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) ซึ่งเปิดประชุมครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ ที่บอมเบย์ซึ่งเริ่มแรกมีผู้เข้าประชุมเพียง ๗๐ คนจากนั้นก็มีการประชุมทุกๆปีและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าองค์กรนี้จะตั้งโดยชาวฮินดูผู้มีการศึกษาและชาวอังกฤษผู้มีเป็นธรรมอีกทั้งยังมีชาวมุสลิมที่สนใจเข้าร่วมด้วย จุดประสงค์ของคองเกรสในตอนแรกคือยืนยันที่จะ ตอบคำถามที่ว่าอินเดียยังไม่เหมาะที่จะมีสถานบันผู้แทนไม่ว่ารูปแบบใดๆทั้งสิ้นแต่ก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยในการที่จะให้มีการปกครองแบบสภา เพราะสมาชิกคองเกรสส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่ออังกฤษ

ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ มีนักเคลื่อนไหวชาตินิยมรุ่นแรกเช่น ดาดาภัย เนาโรจิ นักธุรกิจชาวอินเดียที่อยู่ในลอนดอนเป็นเวลานาน จนได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภาสามัญของอังกฤษในนามพรรคเสรีนิยม เขาได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปตรวจสอบการบริหารการคลังของอังกฤษในอินเดีย นักชาตินิยมคนต่อมาคือ เอ็ม จี รานาด เนื่องจากเขาเป็นผู้พิพากษาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเขามีความเห็นว่าอินเดียต้องนำระบบอุตสาหกรรมมาใช้ภายใต้การช่วยเหลือของอังกฤษ ลูกศิษย์ของเขาก็มีส่วนในการทำให้อังกฤษต้องลดภาษีและปรับปรุงการคลังให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบุคคลเหล่านี้จัดว่าเป็นสายกลาง (moderates) เห็นได้จากการที่พวกเขายอมรับการปกครองของอังกฤษและพยายามให้อังกฤษปรับปรุงสิ่งที่พวกตนเรียกร้องให้ดีขึ้น

หลังจาก ค.ศ. ๑๙๐๐ เป็นต้นมา คองเกรสแห่งชาติอินเดียก็แยกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายสายกลาง กับฝ่ายรุนแรง ฝ่ายหัวรุนแรงนำโดย บัล กันกาธาร์ ติลัก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องอย่างละมุนละม่อมของพวกสายกลาง ฝ่ายนี้ต้องการให้การให้เกิดความปั่นป่วนแก่อังกฤษ รวมทั้งใช้กำลังและก่อการร้ายหากจำเป็น ติลักมาจากวรรณะพราหมณ์แห่งเมืองปูนา เขาเป็นนักปฏิรูปที่นิยมการต่อสู้ ต้องการฟื้นฟูศาสนาฮินดูและประเพณีกลับคืนมาเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากมวลชน ทำให้ขบวนการชาตินิยมกระจายไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ เขายังได้ต่อสู้เพื่อให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ เรียกร้องเสรีภาพขององค์การสหภาพการค้า การตั้งกองทัพประชาชน การให้การศึกษาแก่ประชาชนโดยไม่เก็บเงิน ติลักมีความคิดเหมือนคานธีในแง่ที่ว่าประชาชนอินเดียไม่ควรให้ความร่วมมือกับอังกฤษ แต่ต่างกันตรงที่ติลักต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับอังกฤษ การกระทำของติลักทำให้ขบวนการชาตินิยมได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น เขาถูกจำคุกในปี ๑๙๐๘-๑๙๑๔

ส่วนผู้นำสายชาตินิยมสายกลางได้แก่ โคปาลา กฤษณา โกเคล ท่านผู้นี้คานธีนับถือเป็นครูของเขา เพราะโกเคลมีความสนใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม ซึ่งมีอิทธิพลต่อคองเกรสและกำหนดทิศทางให้อินเดียเป็นรัฐสวัสดิการภายหลังได้รับเอกราช

แบ่งแยกเพื่อเข้าปกครอง

ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ขบวนการชาตินิยมนำโดยติลักได้ขยายตัวจากภาคตะวันตกไปยังแคว้นเบงกอลทางตะวันออก ซึ่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วมีส่วนหนึ่งมาจากปฏิวัติในรัสเซียในปี ๑๙๐๕ และในปีนั้นญี่ปุ่นก็ทำสงครามชนะกองทัพเรือของรัสเซีย ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าชาวเอเชียไม่ได้ด้อยกว่าชาวตะวันตก ซึ่งในปีนั้นเช่นกันอุปราชอังกฤษประจำอินเดียได้ออกกฎหมายแบ่งแคว้นเบงกอลออกเป็น ๒ ส่วนซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเบงกาลี(ชาวเบงกอล) เป็นอย่างมาก การแบ่งเบงกอลออกเป็นสองส่วนทำให้ฟากตะวันออกมีคนมุสลิมส่วนใหญ่มีคนฮินดูเป็นส่วนน้อย และฟากตะวันตกก็กลับกันคือมีคนฮินดูเป็นส่วนมากมีคนมุสลิมเป็นคนส่วนน้อย

ขบวนการชาตินิยมกล่าวว่าอังกฤษต้องการแบ่งเบงกอลออกเป็นสองส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Divide and rule (แบ่งแยกเพื่อปกครอง) คือทำให้ชาวเบงกอลแตกสามัคคีกัน เพื่อลดอิทธิพลของขบวนการชาตินิยมและปราบปรามการฟื้นฟูทางสติปัญญาซึ่งเริ่มตื่นตัวขึ้นมากในเบงกอลตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา

การแบ่งแยกเบงกอลเป็นสองส่วนทำให้ขบวนการชาตินิยมรวมเป็นอันหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน กลุ่มนี้ได้ต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเข้มแข็งภายใต้คำขวัญ สวราชซึ่งหมายถึงการปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรงจากปัญหาการแบ่งแยกเบงกอล ทำให้กลุ่มหัวรุนแรงมีอิทธิพลในการประชุมคองเกรสแห่งชาติอินเดียในปี ค.ศ. ๑๙๐๖

นักชาตินิยมหัวรุนแรงบางคนได้ใช้การต่อสู้อย่างรุนแรงตามแบบการก่อการร้ายใต้ดินไอร์แลนด์และในรุสเซีย การก่อการร้ายมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง ๑๙๐๖-๑๙๐๙ ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องแก้ไขโดยออก พ.ร.บ.การปฏิรูปมอร์เลย์-มินโต ในปี ๑๙๐๙ และในปี ๑๙๑๑ อังกฤษก็ยกเลิกการแบ่งแยกเบงกอล ทำให้ชาวอินเดียเห็นว่าการใช้ความรุนแรงสามารถบีบบังคับให้รัฐบาลยอมจำนนได้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวอังกฤษไม่ได้ทำเพื่อให้อินเดียมีการปกครองตนเอง แต่เป็นอุบายหนึ่งที่จะทำให้ขบวนการหัวรุนแรงแตกแยกกัน โดยที่อังกฤษยอมอนุญาตให้อินเดียมีการเลือกตั้งผู้แทนในขอบเขตจำกัด แต่อำนาจเด็ดขาดและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่อังกฤษ

วิธีการดังกล่าวได้รับความสำเร็จ เพราะทำให้นักชาตินิยมสายกลางกลับมามีอำนาจในคองเกรสอีกครั้งหนึ่ง มีมติ แสดงความพอใจโดยทั่วไปและอย่างลึกซึ้งต่อการปฏิรูปดังกล่าวการต่อต้านอังกฤษยังลดความรุนแรงลงอีกใน ค.ศ. ๑๙๑๑ เมื่ออังกฤษยกเลิกการแบ่งแยกแคว้นเบงกอล ปล่อยนักโทษการเมืองที่สำคัญๆ และให้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อพัฒนาการศึกษาของอินเดีย
สรุปว่าตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ มาถึง ค.ศ. ๑๙๑๔ ขบวนการชาตินิยมของอินเดียประกอบด้วยปัญญาชนเป็นส่วนใหญ่ และคองเกรสแห่งชาติอินเดียได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลา ๒๕ ปี ตั้งแต่ตั้งคองเกรสในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ สมาชิกคองเกรสแห่งชาตินอกจากจะมาจากแคว้นเบงกอลและเมืองทางชายฝั่งตะวันตกแล้ว ยังมาจากส่วนต่างๆของบริติชอินเดียอีกด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือขบวนการนี้เป็นขบวนการของชนชั้นกลาง ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ ครู อาจารย์ และพ่อค้า คนเหล่านี้คุ้นเคยกับแนวความคิดของนักปราชญชาวตะวันตก เช่น จอห์น สจ๊วต มิล เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ และชาร์ลส์ ดาร์วิน ซึ่งเป็นนักปรัชญาเสรีนิยมที่มีอิทธิพลในคริสตศตวรรษที่ ๑๙ แต่มักไม่เข้าใจปัญหาและความต้องการของชาวอินเดียส่วนใหญ่ในชนบทซึ่งได้แก่ ความยากจนและความอัตคัดขัดสน จึงเกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างคนสองกลุ่มดังกล่าว จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อมหาตมะ คานธีสามารถทำให้ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการของมวลชนอย่างแท้จริง

สันนิบาตมุสลิม


ลักษณะอีกประการหนึ่งของขบวนการชาตินิยมในระยะแรก คือ การที่ชาวฮินดูเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ทำให้ชาวมุสลิมส่วนมากไม่มีส่วนร่วมด้วย มุสลิมภายใต้การนำของเซอร์ เซยิด อาเหม็ด ข่าน จึงมีความรู้สึกว่าหากคองเกรสแห่งชาติสามารถเรียกร้องการปกครองแบบมีผู้แทนได้สำเร็จ พวกมุสลิมก็จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดไป ชาวมุสลิมยังรู้สึกตื่นตระหนกในพลังอันเข้มแข็งของลัทธิชาตินิยมฮินดูมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้รักชาติชาวฮินดูบางคนกล่าวถึงมุสลิมว่าเป็น ชาวต่างชาติชาวมุสลิมจึงได้จัดตั้ง สันนิบาตมุสลิม (Moslem League) เพื่อป้องกันตนเองจากความระแวงสงสัยดังกล่าว ทางฝ่ายอังกฤษเองก็พร้อมที่จะต้อนรับและสนับสนุนสันนิบาตมุสลิม เพื่อถ่วงดุลกับคองเกรสแห่งชาติอินเดีย

อย่างไรก็ตามการก่อตั้งสันนิบาตมุสลิมก็ไม่ได้เกิดจากการวางแผนของอังกฤษ แต่เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของผู้นำชาตินิยมฮินดูอย่างเช่น ติลัก ซึ่งเน้นการฟื้นฟูศาสนาฮินดูเพื่อกระตุ้นความรักชาติของประชาชน ซึ่งกลับทำให้มุสลิมถูกกีดกันออกไป มุสลิมจึงเกิดความหวาดระแวงว่าตนจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาวฮินดูในอนาคต

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

งาน สัมมนา เรื่อง"หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

โดย นางสาวปรียาภรณ์ ภัยมณี


"หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว



พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


      เนื่องด้วยในเดือนสิงหาคมนี้เป็นวาระครบ ๙๕ ปีแห่งวันอภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี พระบรมราชินี และอีกทั้งในเดือนสิงหาคม ยังจัดเป็นเดือนวันสตรีไทยและแม่แห่งชาติอีกด้วย จึงทำให้ทางพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เห็นควรที่จะจัดโครงการสัมมนาเรื่อง "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

           เพศแม่เป็นสัญลักษณ์แห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในยุคคลาสสิกได้รับการยกย่องเป็นเทพีแห่งสงคราม เทพีแห่งการเยียวยา เทพีแห่งการล่าสัตว์ แม้แต่ในสังคมอินเดีย เทพีหลายองค์ทรงเป็นศักติ หรือ พลังของเทพเจ้าสำคัญจำนวนไม่น้อยตามความเชื่อหลายลัทธิ

          ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันออกไปทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ตามความเชื่อทางศาสนาและค่านิยมในสังคม แต่หลังจากผ่านหนาวมาจนถึงวัยอาวุโสสูงสุด สตรีเพศทั้งในสังคมจีนและอินเดีย อาจมีสถานภาพเป็นผู้ชี้ทางอนาคตของครอบครัวบนสถานภาพของการเป็น "ผู้รู้และผู้สืบทอดภูมิปัญญา" ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่และพิธีกรรมของครอบครัว โดยมีศาสนาและความเชื่อเป็นสายธารเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม

โครงการสัมมนาด้วย นักวิชาการ 2 ท่าน

ในสังคมไทย เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้หญิงตัวเล็กๆ หลายคน อาจส่งผลกระทบไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม โดยรวมอย่างคาดไม่ถึงอาทิ ในกรณีของอำแดงป้อมผู้เป็นสาเหตุให้ร้อนถึงพระเนตร พระกรรณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงกับต้องชำระพระราชบัญญัติ อันเป้นต้นเค้าของกฎหมายตราสามดวงในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
 
              ฎีกาที่  "ขัดฝืน"  ผู้หญิงที่น่าสงสารอย่าง "อำแดงเหมือน" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับการส่งผลให้ประเพณีการคลุมถุงชนในสังคมไทยเสื่อมคลายภายใต้พระราชวินิจฉัยว่า "การแต่งกายของชายหญิงต้องเกิดจากความสมัครใจ"  อีกทั้งยังส่งผลให้มีการประกาศพระราชบัญญัติลักพา พ.ศ. ๒๔๐๘ และพระราชบัญญัติผัวขายเมีย พ.ศ.๒๔๑๐ อันเป็นการปูพื้นฐานสิทธิมนุษยชนและการเลิกทาสในรัชสมัยต่อมา ทำให้คำกล่าวที่ว่า "ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน " ในอดีตเลือดหายไปจากความทรงจำของผู้คนในสังคม

การแต่งกายของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี พระบรมราชินี

ในยุคปลายสังคมจารีตสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระบ่ทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างของการยกย่องสถานภาพของสตรี ตามค่านิยมของ "สังคมผัวเดียวเมียเดียว" แบบตะวันตก โดยทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี  พระบรมราชินีแต่เพียงพระองค์เดียว พระราชจริยาวัตรนี้ส่งผลระดับหนึ่งต่องสถาบันครอบครัวในเวลาต่อมา


 ม. ศิลปกร มีการบันเลงเพลงในรัชกาลที่ 7

แต่เป็นที่น่าแปลกในที่สังคมไทยแม้จะให้ความสำคัญต่อคำสาบาน  ดังพันธะที่มีต่อพระราชพิธีศรีสัจปานกาลมาแต่ครั้งอดีต  กลับไม่เคยแยแสต่อการสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อคู่สมรสจนกว่าจะตายจากไป

              ร่องรอยการให้  "เครดิต" แก่ผู้หญิงครั้งสำคัญที่สุดในยุคเปลี่ยนผ่านสู่สังคมประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ปรากฎในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฉบับแรก กำหนดให้ผู้หยิงไทยได้รับสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย ขณะที่สตรีหลายชาติทั้งในโลกตะวันตกที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว กลับยังไม่ได้สิทธิดังกล่าว

              ในขณะที่สังคมโลกตระหนักถึงสิทธิสตรี ทั้งรัฐไทยและสังคมไทยดดยรวม ทัศนะที่มีต่อผู้หญิงมีพัฒนาการอย่างไรบ้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง นิติบัญญัติ และวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อบทบาทของผู้หญิงอย่างไร ปัจจัยเกื้อหนุนและบั่นทอนย้อนกลับต่อบทบาทของผู้หยิงอันเนื่องมาจากกฎหมายบางอย่าง และขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้หยิงเกิดจากตัวแปรหลายอย่าง

  
 เพื่อนๆที่ไปสัมมนาในครั้งนี้

การอ้างความรักความหึงหวงแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นการทำร้ายคนเพศแม่อย่างโหดร้าย  การลดความสำคัญของสตรีหลังการแต่งงาน ทำให้ผู้หยิงขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม สิทธิทางการเมืองและการศึกษาก็ทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตน

บทบาทของสตรีไทยในอดีต

         สตรีไทยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่อดีต  ในทางการเมืองสตรีไทยในประวัติศาสตร์หลายคนได้มีบทบาทในการสร้างชาติไทย  เช่น  พระสุพรรณกัลยา  พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงเสียสละพระองค์เป็นองค์ประกันที่เมืองหงสาวดี  เพื่อแลกกับอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่จะมากอบกู้เอกราชให้กับกรุงศรีอยุธยาในวันข้างหน้า


         ในสมัยรัตนโกสินทร์  สตรีไทยหลายคนได้มีบทบาทในการต่อสู้ทำสงครามเพื่อปกป้องบ้านเมือง  เช่น  คุณหญิงจัน  ภรรยาเจ้าเมืองถลาง (ภูเก็ต)  และนางมุกน้องสาว  ได้นำชาวบ้านเมืองถลางต่อสู้ต้านทานกองทัพพม่าเมื่อครั้งสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1  มีความดีความชอบจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรตามลำดับ

          ในสมัยรัชกาลที่ 3  คุณหญิงโม  ภรรยาของปลัดเมืองนครราชสีมา  ได้ใช้อุบายโดยให้หญิงชาวบ้านเลี้ยงสุราอาหารแก่ทหารลาว  ทำให้กองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ตายใจและปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของค่ายทัพ เมื่อได้โอกาสก็นำอาวุธเข้าต่อสู้กับทหารฝ่ายลาวจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากและแตกทัพหนีไปทำให้ฝ่ายไทยสามารถเอาชนะได้  ต่อมาคุณหญิงโมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท้าวสุรนารี

  การแต่งกายในอดีต
นอกจากนี้  เจ้านายสตรีบางพระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  ครั้งแรกคือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี  พระอัครราชเทวีเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี  พระบรมราชินีนาถ  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 พ.ศ. 2440 และครั้งที่ 2 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวชเมื่อพ.ศ. 2499ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

ในสมัยปัจจุบัน  มีสตรีไทยจำนวนมากได้มีบทบาททางการเมือง  เช่น  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  รัฐมนตรี นอกจากนี้ในหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังมีสตรีที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ  เช่น  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นต้น

ในด้านสังคมและวัฒนธรรม  สตรีไทยหลายท่านมีบทบาทด้านการประพันธ์  เช่น กรมหลวงนรินทรเทวี  (เจ้าครอกวัดโพ)  พระน้องนางเธอในรัชกาลที่ ทรงประพันธ์จดหมายเหตุความทรงจำ  บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าจนถึง พ.ศ. 2363  ในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  นับเป็นการบันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สำคัญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

การประกอบอาชีพในอดีต

นอกจากนี้  คุณพุ่มหรือบุษบาท่าเรือจ้าง  ธิดาของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี)  เป็นกวีหญิงที่มีความรู้ความสามารถ  เป็นศิษย์คนสำคัญของสุนทรภู่  และคุณสุวรรณ  ธิดาพระยาอุไทยธรรม (สกุล ณ บางช้าง)  และเป็นข้าหลวงกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  ก็ได้เป็นศิษย์ของสุนทรภู่ด้วยเช่นกัน  ผลงานที่สำคัญ  เช่น  เพลงยาวจดหมายเหตุเรื่องกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร  บทละครเรื่องพระมะเหลเถไถ  และบทละครเรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง  ดอกไม้สดประพันธ์เรื่องชัยชนะของหลวงนฤบาลผู้ดี  และจิรนันท์  พิตรปรีชา  ได้รับรางวัลกวีซีไรต์  




     ซึ่งโครงการสัมมนานี้ได้มีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับเนื้อหานิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณีกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


อ้างอิง

นามานุกรมประวัติศาสตร์เอเชีย

โดย ปรียาภรณ์ ภัยมณี

การปฏิวัติทางวัฒนธรรม(Cultural Revolution)


ภาพหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง บรรยายรูปการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

การปฏิวัติทางวัฒนธรรม(Cultural Revolution)เป็นชื่อเรียกการปฏิวัติหนึ่งในประเทศจีน ช่วงปี พ.ศ. 2509-2519 (ค.ศ. 1966-1976)
ในสมัยที่ประเทศจีนปกครองโดยคอมมิวนิสต์ใหม่ ๆ นั้น ได้มีการใช้ระบบคอมมูน (แนวคิดว่าทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของรัฐ) โดยคอมมูนนี้เป็นจุดเริ่มของการปฏิวัติวัฒนธรรม เพราะคอมมูนการเลี้ยงดูได้ปลูกฝังแนวคิดสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ของจีนในสมัยนั้น เป็นผลให้ระบบเครือญาติที่เคยเข้มแข็งอ่อนแอลง

ทศวรรษแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม 1966-1976
ต้นทศวรรษ 1960 ฐานะของเหมาในพรรคคอมมิวนิสต์ถูกลดบทบาทลง เขาจึงได้เริ่มรุกกลับในปี 1962 เพื่อ ปกป้องพรรคจากในสิ่งที่เขาเชื่อว่าการคืบคลานเข้ามาของทุนนิยม และการต่อต้านสังคมนิยมกำลังเป็นภัยต่อประเทศ ในฐานะนักปฏิวัติที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจากสถานการณ์อันเลวร้าย เหมาเชื่อว่าระบบการให้รางวัลแก่ชาวนาตามแนวทางปรับปรุงและฟื้นฟูของเติ้ง เป็นวิธีการฉ้อราษฏร์บังหลวงและเป็นการต่อต้านการปฏิวัติ
การต่อสู่ทางความคิดในพรรคนำไปสู่การกวาดล้างพวกที่ถูกเรียกว่า ฝักใฝ่ทุนนิยมหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดสุดโด่งของเหมา ซึ่งมีตัวแทนคือ หลิวซ่าวฉี กับเติ้งเสี่ยวผิง เหมากล่าวว่า ขณะนี้ เพียงมีเนื้อหมูสามกิโลกับบุหรี่ไม่กี่ซอง ก็สามารถทำให้คนขายอุดมการณ์ได้แล้ว จึงมีเพียงการศึกษาแนวทางลัทธิสังคมนิยมเท่านั้น ที่จะยับยั้งลัทธิแก้ได้
โดยต่อมาการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นไปอย่างแพร่หลาย ผู้นำสังคมในยุคนั้นปลูกฝังประชาชนให้ให้ยึดมั่นอย่างเคร่งครัด ใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยมีหน่วยงานสนับสนุนที่สำคัญ คือ พวกกองทัพพิทักษ์แดง (เรดการ์ด—Red Guard) หรือก็คือเยาวชนที่ผลิตโดยคอมมูนการเลี้ยงดูนั่นเอง

กลียุคแห่งการปฏิวัติ
ปี 1966 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ได้ตัดสินใจแนวทางการปฏิวัติวัฒนธรรม หลังจากที่เหมาเข้าควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในพรรคได้อีกครั้ง โดยมีผู้สนับสนุนสำคัญคือ หลินเปียว เจียงชิง (ภรรยาคนที่สี่ของเหมา) และเฉินป๋อต๋า การปฏิวัติมีจุดมุ่งหมายเพื่อ โค่นล้มพวกลัทธิทุนนิยม และวิพากษ์ศิลปวัฒนธรรมที่แบ่งแยกชนชั้นโดยการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม และปฏิรูปทุกอย่างที่ขัดกับแนวทางลัทธิสังคมนิยม
ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรม คือ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของจีนต้องถูกทำลาย เช่น หนังสือ วัดวาอาราม รูปปั้น งานศิลปะต่าง ๆ และทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่างครอบครัว เพื่อนบ้าน เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้แจ้งให้ทางการรู้เกี่ยวกับละเมิดกฎ
วันที่ 18 สิงหาคม 1966 เหมาเจ๋อตงกับหลิวเปียวได้ปรากฏตัวที่ จตุรัสเทียนอันเหมิน พบกับพวกหงเว่ยปิงหรือเรดการ์ด ที่ทยอยมาจากทั่วประเทศจำนวนรวมสิบกว่าล้านคน หลังจากนั้น ทั่วประเทศจีนก็เข้าสู่กลียุค เมื่อพวกเรดการ์ดกระจายไปทั่วสารทิศแจกใบปลิว ติดโปสเตอร์ ป้ายคำขวัญ ตั้งเวทีอภิปราย บางส่วนก็บุกเข้าไปในวัดโบสถ์ พิพิธภัณฑ์สถาน ทำลายวัตถุโบราณ เผางานศิลปะ งานประพันธ์ ตอนหลังก็มีการบุกค้นบ้าน โดยเฉพาะพวกผู้ดีเก่า ปัญญาชน ศิลปินหัวอนุรักษนิยม จะถูกจับแห่ประจาน ทรมาน ตอนหลังแม้แต่พระสงฆ์ แม่ชีและนักบวชก็ไม่เว้น พวกที่มีญาติอยู่ต่างประเทศก็โดนข้อหา มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศหลายคนทนรับเหตุการณ์ไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย
ในส่วนของผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์เองก็ใช่ว่าจะได้รับการยกเว้น เติ้งเสี่ยวผิง กับหลิวซ่าวฉี (ตอนหลังตายในที่คุมขัง) ถูกปลด เผิงเต๋อหวาย กับเฮ่อหลง ถูกทรมานจนเสียชีวิต วันที่ 22 สิงหาคม เหมาประกาศ ห้ามตำรวจขัดขวางความเคลื่อนไหวของนักศึกษาปฏิวัติในช่วงเวลาดังกล่าวเรียกว่า แดงสยองเฉพาะในปักกิ่ง มีคนถูกฆ่าตายถึง 1700 คน และทั่วประเทศมีคนฆ่าตัวตายถึง 2 แสนคน วันที่ 5 กันยายน ทางพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับนักศึกษาและอาจารย์ที่จะเข้ามาเคลื่อนไหวในปักกิ่ง วันที่ 9 ตุลาคม หลินเปียวกล่าวหาเติ้งเสี่ยวผิงกับหลิวซ่าวฉีเป็นตัวแทนของทุนนิยม

อวสานของหลินเปียว 1969-1971
ปี 1969 ในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 1 เมษายน หลิวเปียว ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจสูงสุดต่อจากเหมา ในขณะที่หลิวซ่าวฉีถูกโค่น และโจวเอินไหลถูกลดบทบาทลง ในที่ประชุมสมัชชา หลินเปียวกล่าวสดุดีเหมาด้วยคติพจน์เหมา และสนับสนุนการใช้กองกำลังอาวุธ ประณามหลิวซ่าวฉีเป็นพวกต่อต้านการปฏิวัต แก้ไขธรรมนูญพรรค ให้ตนเองเป็นผู้สืบทอดอำนาจของเหมาในอนาคต หลังจากนั้น ชื่อของหลิวเปียวกับเหมาเจ๋อตงมักจะปรากฏคู่กันเสมอในที่ต่าง ๆ ในการคัดเลือกผู้นำพรรคใหม่ในครั้งได้ ได้คัดเลือกเหมาเจ๋อตง หลิวเปียว เฉินป๋อต๋า โจวเอินไหล คังเซิน เป็นสมาชิกถาวรคณะกรรมการกลางพรรค สี่ในห้าเป็นการได้ตำแหน่งด้วยผลพวงของการปฏิวัติวัฒนธรรม ขณะที่โจวเอินไหลเป็นเพียงคงสถานะตนเอง
หลังจากได้รับการยืนยันที่จะได้รับเป็นผู้สืบทอดของเหมา หลิวเปียวจึงขอฟื้นฟูตำแหน่งประธานประเทศขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เหมาได้ยกเลิกไป โดยหลินเปียวมุ่งหวังที่จะเข้ารับรองประธาน โดยมีเหมาเจ๋อตงเป็นประธาน
วันที่ 23 สิงหาคม 1970 การประชุมเต็มคณะครั้งที่สองของสมัชชาพรรคครั้งที่ 9 ได้จัดขึ้นที่หลูซานอีกครั้งหนึ่ง เฉินป๋อต๋า เป็นคนแรกที่ขึ้นกล่าวในที่ประชุม เขาได้กล่าวยกย่องสดุดีเหมาเสียเลิศเลอและตามด้วยการขอฟื้นตำแหน่งประธานประเทศขึ้นมาใหม่ เหมารู้ถึงเบื้องลึกของเฉิน จากนั้นไม่นานเฉินก็ถูกปลดออกจากคณะกรรมการกลางของพรรค และเรื่องนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั่วประเทศ และเฉินก็กลายเป็นพวกตัวแทนของหลิวซ่าวฉี ซึ่งเป็นมาร์กซิสจอมปลอมและพวกปลิ้นปล้อนทางการเมือง
การปลดเฉินออกถือเป็นสัญญาณเตือนหลินเปียว แต่หลิวเปียวก็ไม่หยุดที่เรียกร้องให้แต่งตั้งตำแหน่งประธานประเทศ ทางรัฐบาลกลางได้ชี้ให้เหมาเห็นถึงความทะเยอทะยานของหลิวเปียวที่จะขจัดเหมาออกจากอำนาจ การขอเป็นรองประธานก็เพื่อให้เขามีความชอบธรรมที่จะได้ขึ้นเป็นประธานเมื่อเหมาถึงแก่อสัญกรรม
เมื่อแผนการล้มเหลว หลินเปียวจึงคิดจะยึดอำนาจด้วยการใช้กำลัง เนื่องจากอำนาจในพรรคของเขานับว่ายิ่งน้อยลง ๆ หลินเปียวได้ร่วมกับลูกชาย หลินลิกั่ว และคนสนิทใกล้ชิดก่อการในเซี่ยงไฮ้ โดยวางแผนใช้กองทัพอากาศทิ้งระเบิดปูพรม เมื่อยึดอำนาจสำเร็จก็จัดการจับกุมพวกฝ่ายตรงข้ามและเขาก็ก้าวสู่อำนาจสูงสุด ดังที่เขาได้กล่าวในเอกสารชื่อ อู่ชิยี่กงเฉินจี้ย่าวไว้ว่า การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจครั้งใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถยึดอำนาจการนำปฏิวัติสำเร็จ อำนาจก็จะตกไปอยู่ในมือของคนอื่น
เมื่อการยึดอำนาจไม่สำเร็จ ข่าวลือเกี่ยวกับการลอบสังหารเหมาเกิดขึ้นมาไม่ขาดระยะ ลือกันตั้งแต่เหมาถูกฆ่าบนขบวนรถไฟในปักกิ่ง การบุกเข้าไปลอบสังหารถึงที่พัก โดยคนใกล้ชิดของหลินเปียว หลังวันที่ 11 กันยายน หลินเปียวก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นในที่สาธารณะอีก ในขณะที่ผู้ใกล้ชิดของหลินเปียวที่หนีไปทางฮ่องกงถูกจับกุมทั้งหมด วันที่ 13 หลินเปียวขึ้นเครื่องบินเตรียมหนีไปโซเวียต แต่เครื่องบินไปตกในมองโกเลียใน ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ในวันเดียวกันทางปักกิ่งเรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับเรื่องของหลินเปียว จนถึงวันที่ 14 กันยายน ข่าวหลินเปียวเสียชีวิตจากเครื่องบินตกจึงทราบถึงทางปักกิ่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม ทางการจีนประกาศงดจัดฉลองวันชาติที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

แก๊งสี่คน 1971-1976
หลังการเสียชีวิตของหลินเปียว เหมายังมองไม่เห็นผู้สืบทอดอำนาจ จึงได้ย้ายหวางหงเหวิน จากเซี่ยงไฮ้มาปักกิ่งในเดือนกันยายน 1972 และได้เป็นคณะกรรมการกลางของพรรคในอันดับสองรองจากโจวเอินไหล เหมือนหมายมั่นจะให้เป็นผู้สืบทอด ในขณะเดียวกันเติ้งเสี่ยวผิง ก็ได้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งภายในความช่วยเหลือของโจวเอินไหล จากผลกระทบในการแย่งชิงอำนาจของหลินเปียว ทำให้เหมาไม่อาจที่จะไม่พึ่งพาโจวเอินไหลกับเติ้งเสี่ยวผิง แต่เหมาก็ไม่คิดจะถ่ายโอนอำนาจให้เติ้ง แต่ถ้าเทียบกำลังอำนาจ ฝ่ายซ้ายจัดของฝ่ายตนแล้ว เหมาก็ยังไม่ค่อยชอบ ฝ่ายขวาของเติ้งนัก
กรกฎาคม 1973 เหมาวิพากษ์ว่าทั้งกั๊วหมิงต่างกับหลินเปียวล้วนแต่เป็นพวกฝักใฝ่ลัทธิขงจื้อ มกราคม 1974 เจียงชิงพร้อมพวกซึ่งเป็นพวกฝักใฝ่เหมาเจ๋อตงที่แท้จริง ก็เริ่มเคลื่อนไหว วิพากษ์หลินวิจารณ์ข่งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่โจวเอินไหล เนื่องจากโจวเป็นคู่แข่งคนสำคัญทางการเมืองหลังจากหลินเปียวเสียชีวิต แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก
ตุลาคม 1974 โจวเอินไหลป่วยหนักเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ภารกิจทั้งหมดจึงมอบหมายให้เติ้ง ในฐานะรองนายกฯเป็นคนรับผิดชอบแทน เติ้งดำเนินตามนโยบาย สี่ทันสมัยของโจวเอินไหล (สี่ทันสมัยคือ ความทันสมัยด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ และด้านการทหาร) กันยายน 1975 เหมาล้มป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอีกคน

สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ปี 1976
เป็นปีที่สำคัญสำหรับการปฏิวัติวัฒนธรรม วันที่ 8 มกราคม โจวเอินไหลเสียชีวิตด้วยโรงมะเร็ง ในวันต่อมาประชาชนต่างหลั่งไหลในที่อนุเสาวรีย์วีรชนเพื่อไว้อาลัยแก่โจวเอินไหล วันที่ 15 เป็นวันจัดงานศพของโจวเอินไหล เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้กล่าวไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ
กุมภาพันธ์ กลุ่มแก๊งสี่คนออกมาโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวอีกครั้ง โดยได้รับไฟเขียวจากเหมา เติ้งถูกลดอำนาจอีกครั้ง แต่เหมาก็ไม่ได้แต่งตั้งใครจากกลุ่มสี่คนเข้ารับตำแหน่งแทน แต่หันไปแต่งตั้งหัวกั๊วเฟิงแทน วันที่ 4 เมษายน วันชิงเม้ง ตามประเพณีจีน ประชาชนประมาณสองล้านคนรวมตัวกันที่จตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อรำลึกโจวเอินไหล ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มสนับสนุนเติ้งเสี่ยวผิง และโจมตีแก๊งสี่คนปรากฏภายในจตุรัส เอกสารต่อต้านกลุ่มสี่กลุ่มเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก กลุ่มแก๊งสี่คนจึงสั่งให้ตำรวจเข้าไปสลายการชุมนุม แก๊งสี่คนโจมตีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ เติ้งถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งทางการเมือง และแต่งตั้งหัวกั๊วเฟิงเป็นรองนายกฯ อันดับหนึ่งแทน
กันยายน 1976 เหมาถึงแก่อสัญกรรม แก๊งสี่คนเห็นหัวกั๊วเฟิงไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขาจึงเตรียมที่จะล้มหัว แต่วันที่ 6 ตุลาคม หัวกั๊วเฟิงภายใต้การสนับสนุนของกองทัพก็ชิงลงมือก่อน โดยส่งตำรวจเข้าจับกุมสมาชิกแก๊งสี่คนทั้งหมด การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์

การสิ้นสุดของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
การเสียชีวิตของ เหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น มีผลต่อการล่มสลายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ผู้สืบอำนาจต่อมา คือ เติ้งเสี่ยวผิง นั้นได้ผ่อนคลายกฎลง ทำให้สภาวการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการจับกุมกลุ่มผู้นำการปฏิวัติ ทำให้การปฏิวัติทางวัฒนธรรมสิ้นสุดลง

การปฏิวัติวัฒนธรรมในสาธารณรัฐประชาชนจีน  ค.ศ. ๑๙๖๖-๑๙๗๖ 
  การปฏิวัติวัฒนธรรม  (Cultural Revolution)  ในสาธารณรัฐประชาชนจีนนับเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งเหตุการณ์หนึ่ง  นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะปกครองสาธารณรัฐประชาชนจีน  ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน  โดยมีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำใน  ค.ศ. ๑๙๔๙  ก่อนเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมใน  ค.ศ. ๑๙๖๖  สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ใช้ระบอบการปกครองนี้มาเป็นเวลา  ๑๗  ปี  ตลอดระยะเวลาดังกล่าวปรากฏชัดว่าไม่สามารถแก้ปัญหาบางด้านที่เป็นผลจากระบอบการปกครองเดิมในสมัยรัฐบาลก๊กมินตั๋งให้หมดสิ้นไปได้  เช่น  ระบอบข้าราชการอิทธิพล  ระบอบนายทุน  และยิ่งกว่านั้น  ก็คือ  การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตมีความขัดแย้งกันมากขึ้น  เมื่อ สตาลินผู้นำของสหภาพโซเวียตถึงแก่กรรมใน  ค.ศ. ๑๙๕๓  ความขัดแย้งนี้มีสาเหตุจากการที่เหมาเจ๋อตงไม่พอใจสหภาพโซเวียตที่มีนโยบายปฏิบัติออกนอกแนวทางอุดมการณ์การปกครองประเทศคอมมิวนิสต์  โดยใช้นโยบายใหม่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนโจมตีว่าเป็น  ลัทธิแก้ (Revisionism)  ซึ่งในทัศนะของสาธารณรัฐประชาชนจีนถือว่าเป็นการส่งเสริมระบอบทุนนิยม  ทั้งนี้  เพราะสหภาพโซเวียตเน้นว่า  วิธีการปฏิวัติโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์นั้นไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการรุนแรงเพียงประการเดียวในการปฏิวัติสังคม
                สำหรับเหมาเจ๋อตงมีความยึดมั่นว่า  การปฏิวัติในประเทศต่างๆ  นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  เพราะรัฐบาลนายทุนที่ปกครองประเทศต่างๆ  จะไม่ยอมสละอำนาจให้คอมมิวนิสต์โดยไม่คิดต่อสู้  สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงสนับสนุนการปฏิวัติในประเทศต่างๆ  โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่  ๒  เช่น  ด้วยการส่งอาวุธและส่งเงินไปใช้ขบวนการปฏิวัติในเอเชีย  แอฟริกา  และละตินอเมริกา  เพื่อล้มล้างรัฐบาลซึ่งตนถือว่าเป็นตัวแทนของระบอบนายทุน
(ลัทธิแก้  เป็นถ้อยคำที่ฝ่ายเหมาเจ๋อตงและกลุ่มสี่คนใช้เรียกโจมตีฝ่ายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการเปิดรับเทคโนโลยี  และวิธีการของประเทศทุนนิยมตะวันตกมาใช้  กลุ่มของเหมาเจ๋อตงซึ่งเน้นทำการปฏิวัติตลอดกาล  เพื่อให้บรรลุถึงสังคมคอมมิวนิสต์ในอุดมคติ  ต่างพากันกล่าวหาพวกนี้ว่า  เป็นลัทธิแก้หรือเป็นพวกฝ่ายขวาที่เดินตามแนวทางประเทศทุนนิยม  เนื่องจากกลุ่มนี้เน้นปรับเอาหลักการบางอย่างของประเทศทุนนิยมมาใช้  เช่น  การให้มีการค้าขายส่วนตัวบางประการ  ให้มีเงินตอบแทนพิเศษหรือเงินโบนัส  เป็นต้น  สิ่งต่างๆ  เหล่านี้ทำให้กลุ่มเหมาเจ๋อตงเกรงไปว่าจะนำไปสู่การฟื้นตัวของลัทธิทุนนิยมขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีน  จึงทำการโจมตีต่อต้านอย่างขนานใหญ่  เช่น  ทำการปฏิวัติวัฒนธรรม  เป็นต้น  นอกจากนั้น  เหมาเจ๋อตงยังได้โจมตีกลุ่มนี้อีกว่า  เป็นกลุ่มที่ต้องการให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ  มากกว่าการเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม  หรือเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียต  ด้วยเหตุนี้จึงต้องการสันติภาพหรือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศทุนนิยม  เช่นเดียวกับนโยบายของสหภาพโซเวียตในสมัยครุสซอฟ  ที่ถูกเหมาเจ๋อตงโจมตีว่าถือตามลัทธิแก้)
ก.  สาเหตุสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรม  มีทั้งสาเหตุภายในและภายนอก  ดังนี้
                ๑.  เนื่องจากเหมาเจ๋อตงมีความคิดขัดแย้งต่อนโยบายคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต  โดยเห็นว่าผิดไปจากแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง  และที่สำคัญคือ  นโยบายแบบสหภาพโซเวียตที่มีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองภายในสาธารณรัฐประชาชนจีน  นั่นคือ
                        -  เริ่มมีกลุ่มผู้บริหารระดับสูงบางกลุ่มมีแนวความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแนวทางอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์  กลุ่มผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนกลุ่มนี้มี  ประธานาธิบดีหลิวซ่าวฉี (Liu Shao Ch’i)  เป็นผู้นำ  ร่วมด้วยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์  เติ้งเสี่ยวผิง (Teng Hsiao P’ing)  บุคคลกลุ่มนี้ได้คัดค้านเหมาเจ๋อตงว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในทฤษฎีและหลักการของตนมากเกินไป  เหมาเจ๋อตงจึงไม่พอใจและถือว่ากลุ่มนี้มีแนวความคิดแบบสหภาพโซเวียต  ซึ่งเป็นลัทธิแก้หรือเดินตามแนวทางทุนนิยม
                        -  เกิดจากการขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมือง
                        -  จากการที่บรรดาผู้มีความรู้หรือปัญญาชนจำนวนมากของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีความตื่นตัวทางการเมือง  ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการที่ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ปัญญาชนได้แสดงความคิดเห็นโดยกว้างขวาง  เช่น  ขบวนการบัวบานบนแผ่นดินแดง  และขบวนการดอำไม้ทั้งร้อยดอกบานสะพรั่ง  โดยมุ่งให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ  ทางด้านอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ในทางสากล
                ๒.  เหมาเจ๋อตงเกิดความไม่แน่ใจในอนาคตการปฏิวัติของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยเกรงว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งชนะในสงครามกลางเมืองจะกลายเป็นฝ่ายแพ้ในการสร้างชาติ  จึงผลักดันให้ประชาชนทำการปฏิวัติจิตสำนึกทางการเมือให้ตระหนักในความสำคัญของการปฏิวัติตลอดกาล  เพื่อต่อต้านระบอบทุนนิยมที่เลวร้าย  โดยยึดมั่นในหลักการและคำสอนของเหมาเจ๋อตงเป็นสำคัญ
                ๓.  เนื่องจากเหมาเจ๋อตงถูกโจมตีในเรื่องความล้มเหลวของขบวนการก้าวกระโดดไกล  จึงหันมาทำการปฏิวัติวัฒนธรรม  เพื่อให้ประชาชนให้การสนับสนุนตนตามเดิมเพราะจากโครงการก้าวกระโดด
ข.  จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติวัฒนธรรม
                แนวทางการดำเนินการแบ่งได้เป็น  ๔  ด้าน  คือ
๑.      จะต้องยุติการต่อสู้และความขัดแย้งทางการเมืองในระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
๒.    ป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิด  หรืออุดมการณ์ที่เดินตามแนวทางลัทธิแก้ของสหภาพโซเวียต
๓.     ทำให้ปัญญาชนมีความเข้าใจในลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างถูกต้องและรวมพลังกันให้ปฏิบัติไปในแนวทางดังกล่าวร่วมกัน
๔.     จะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเห็นว่า  การปฏิวัตินั้นเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ  ได้  เพราะฉะนั้นประชาชนจะต้องมีจิตใจปฏิวัติที่เข้มข้นมีความจริงใจ  และมีศรัทธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์เป็นอันดับแรก
ค.  การดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรม
                การปฏิวัติวัฒนธรรมแบ่งออกได้เป็น  ๒  ระยะ  คือ  ในระยะแรกระหว่าง  ค.ศ. ๑๙๖๖ - ๑๙๖๗  และระยะที่  ๒  ระหว่าง  ค.ศ. ๑๙๖๗ - ๑๙๗๑  รวมระยะเวลาการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ประมาณถึง  ๖  ปี  นับว่าเป็นการปฏิวัติที่ใช้เวลายาวนานทีเดียว  การปฏิวัติวัฒนธรรมในระยะ  ๒  ปีแรก  (ค.ศ. ๑๙๖๖ - ๑๙๖๗)  เป็นช่วงของการดำเนินการปฏิวัติอย่างรุนแรง  โดยมีขบวนการเรดการ์ด (Red Guards)  เป็นผู้ดำเนินการ  มีทั้งการทำลายทรัพย์สินของรัฐและทำร้ายเยาวชนที่ประพฤติตัวแบบชนชั้นกลาง  แม้แต่ชื่อถนนหนทางที่มีลักษณะเจ้าขุนมูลนายก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่  บรรดาครูบาอาจารย์และข้าราชการระดับต่างๆ  จะต้องอยู่ภายใต้คำวินิจฉัยของขบวนการเรดการ์ดว่า  มีการกระทำอันใดไปในทางรับใช้ชนชั้นนายทุนและชนชั้นกลางหรือไม่  นับว่าในระหว่างนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงไปหมด  รวมทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชน  นอกจากนั้นยังมีการสร้างกฎเกณฑ์สำหรับระบบสังคมใหม่  โดยการปฏิรูปโครงสร้างและองค์ประกอบของสาขา  พรรคทุกท้องถิ่นใหม่อีกด้วย  ส่วนในระยะที่  ๒  (ค.ศ. ๑๙๖๗ -๑๙๗๑)  เป็นการปฏิบัติงานต่อเนื่องกันเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะแรกเข้าสู่แนวทางของการปฏิวัติตามจุดมุ่งหมาย  โดยการดำเนินการอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มสี่คน (Gang of Four)
    ขั้นตอนของการดำเนินงานมีดังนี้คือ
                ๑.  การกวาดล้างผู้ที่มีความคิดต่อต้าน
                ๒.  ควบคุมด้านการทหารให้อยู่ในอำนาจ    ยกเลิกการใช้เครื่องแบบและเครื่องหมาย  เป็นต้น  เพื่อให้เกิดความเสมอภาค  และเน้นการสอนให้ทุกกองทัพสนใจการศึกษาความคิดของเหมาเจ๋อตง  เพื่อให้มีจิตใจที่ปฏิวัติ
                ๓.  เหมาเจ๋อตงได้จัดตั้งขบวนการเรดการ์ดขึ้นใน  ค.ศ. ๑๙๖๖  ขบวนการนี้ประกอบด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและนิสิตนักศึกษา  โดยมีอุดมการณ์เพื่อรักษาแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสต์ให้คงอยู่ตลอดไป  เหมาเจ๋อตงเน้นสั่งสอนให้คนเหล่านี้มีความคิดในการปฏิวัติอยู่ตลอดเวลา  พร้อมทั้งให้การสนับสนุนพวกเยาวชนเรดการ์ดโจมตีกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคและอุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์  ภายในเวลาเพียง  ๑  ปี  ขบวนการนี้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง  ๑๐  ล้านคน  คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงได้รับรองขบวนการนี้ให้เข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทางการเมืองของประเทศ
                ๔.  การจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรม  คณะกรรมการนี้มีทั้งหมด  ๑๗  คน    ผู้ที่มีบทบาทมากคือ  เฉินป๋อต๋า (Ch’en Po Ta)  รองลงมาคือ  กลุ่มสี่คน  ซึ่ง  ๑  ใน  ๔  คนนี้มีนางเจียงชิง (Chiang Ch’ing)  ภรรยาของเหมาเจ๋อตงรวมอยู่ด้วย  ในกลุ่มสี่คนนี้  จางชุนเฉียว (Chang Chun Chiao)  มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการแผนกโฆษณาของคณะกรรมการเซี่ยงไฮ้ใน ค.ศ. ๑๙๖๕  เจียงชิงเป็นรองประธานคนที่  ๓  ของสภาประชาชนแห่งชาติใน  ค.ศ. ๑๙๖๔ 
เหยาเหวิน หยวน (Yao Wen Yuan)  ทำงานเขียนเกี่ยวกับอุดมการณ์และวัฒนธรรมแต่ไม่มีตำแหน่งบริหารใดๆ 
หวางหงเหวิน (Wang Hong Wen)  เป็นผู้นำคนสำคัญในการชักชวนเรียกร้องให้กรรมการเข้ายึดโรงงาน  การขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มสี่คนนั้นเป็นผลจากการที่เหมาเจ๋อตงต้องการคนที่มีแนวความคิดสนับสนุนตนจริงๆ  ทางด้านอุดมการณ์และวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ความคิด 
(ขบวนการเรดการ์ด  เป็นขบวนการที่เริ่มมีขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนใน  ค.ศ. ๑๙๖๖  และสลายตัวไปใน  ค.ศ. ๑๙๖๙  ขบวนการนี้ประกอบด้วย  นักเรียนระดับมัธยมศึกษาและนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ  ที่มีอุดมการณ์เพื่อรักษาแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสต์  โดยได้ร่วมกันดำเนินการต่อต้านการฟื้นฟูของลัทธิทุนนิยม  ด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรม  มาตรการที่ใช้  คือ  การปลุกระดมให้มีการปฏิวัติทั่วประเทศ  เพื่อมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยความคิดและวัฒนธรรมใหม่  ทำให้ขบวนการนี้มีฐานะเป็นองค์กรปฏิวัติ  โดยมีสมาชิกจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วย  ปรากฏว่าขบวนการนี้ได้แผ่ขยายจากโรงเรียนต่างๆ  ไปยังสังคม  และกระจายไปทั่วประเทศจนกลายเป็นพลังสำคัญในการปฏิวัติวัฒนธรรม  การที่ขบวนการนี้ได้เข้ามีส่วนร่วมในการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนสิงหาคม  ค.ศ. ๑๙๖๖  ทำให้การปฏิวัติมีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก)

 ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรม  มีผลเกิดขึ้นแบ่งได้กว้างๆ  เป็น  ๒  ด้าน  คือ
                ๑.   ผลต่อสถานการณ์ภายในประเทศ
                ๒.  ผลต่อสถานการณ์ภายนอกประเทศ
๑.   ผลต่อสถานการณ์ภายในประเทศ   การปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งของกลุ่มผู้นำ  ได้ก่อให้เกิดการโจมตีและกำจัดผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ  ตลอดจนการทำลายความสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์  ซึ่งเป็นศูนย์กลางรวมอำนาจทางการเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างกว้างขวาง  ยิ่งกว่านั้น  ยังได้ก่อให้เกิดขบวนการรวมตัวของประชาชนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทุกด้านในประเทศ  เพื่อให้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีระบบสังคมใหม่ที่เป็นระบอบสังคมนิยมที่ถูกต้อง  ซึ่งมีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง
  ๒.  ผลต่อสถานการณ์ภายนอกประเทศ       ในระดับความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจในกรณีของสหภาพโซเวียต  สาธารณรัฐประชาชนจีน  มีนโยบายต่อต้านสหภาพโซเวียตอย่างเด่นชัดมาก  ในสมัยการปฏิวัติวัฒนธรรมพวกเยาวชนเรดการ์ดได้โจมตีสหภาพโซเวียตว่าเป็นพวกลัทธิแก้  และเป็นนักสังคมนิยมที่ขยายอำนาจโดยมุ่งขยายดินแดน  เช่น  การที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองเชโกสโลวะเกีย  ในด้านความสัมพันธ์กับประเทศด้อยพัฒนานั้น  สาธารณรัฐประชาชนจีนในระยะการปฏิวัติวัฒนธรรม  มีนโยบายเด่นชัดที่สนับสนุนขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธในประเทศด้อยพัฒนา  ตามความคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง  ที่ต้องใช้วิธีการรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสังคม  การต่อสู้ในแบบสงครามกองโจรจึงเกิดขึ้นในบางประเทศ  เช่น  การสนับสนุนเวียดนามเหนือทำสงครามกองโจรในเวียดนามใต้  ใน  ค.ศ. ๑๙๖๘  และการสนับสนุนให้กลุ่มคนผู้นิยมคอมมิวนิสต์จีนในพม่าล้มรัฐบาลนายพลเนวินเพื่อให้พรรคอมมิวนิสต์พม่าขึ้นมีอำนาจแทน  การสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชาซึ่งมีพอลพตเป็นผู้นำล้มรัฐบาลของเจ้านโรดมสีหนุและในกรณีประเทศไทย  สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ให้การสนับสนุนแก่ขบวนการปฏิวัติในประเทศไทย  ที่เรียกตัวเองว่า  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  เป็นต้น

ปฏิวัติวัฒนธรรม สิบปีสุดท้ายของเหมาเจ๋อตง



ในยุคหลังความล้มเหลวของนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ สภาพความเป็นอยู่ของคนจีนเริ่มดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่กระนั้นในความเห็นของเหมาเจ๋อตง การพัฒนายังกระจุกอยู่ในตัวเมือง ไม่ได้กระจายออกสู่ชนบทอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบทขึ้น ประกอบกับกลไกการทำงานของรัฐซึ่งมีลักษณะเหมือนระบบขุนนาง และกลไกของพรรคที่เป็นแบบรวมศูนย์มากเกินไป ทำให้เกิดชนชั้นกระฎุมพีขึ้นมาใหม่ เป็นตัวแทนของลัทธิแก้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ประธานเหมาเจ๋อตง ไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นได้
เหมาชูประเด็นการพัฒนาในชนบท โดยรณรงค์ให้มีการศึกษาสังคมนิยม เพื่อปกป้องนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ ต่อต้านสมาชิกที่ฝักใฝ่ทุนนิยม และจัดตั้งคอมมูนตามแนวความคิดสังคมในอุดมการณ์ของพรรคฯ ในการนี้เหมาได้แรงหนุนอย่างมากจากชาวนาชั้นกลางและชาวนายากจน เหมาได้เรียกร้องให้มีการเรียกคืนเครื่องมือจากชาวนามาเข้าคอมมูนเพื่อหาทางเพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตร
ปี 1962 เหมาได้กล่าวในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคว่ายังคงมีชนชั้นในสังคมนิยมจีน จึงต้องมีการต่อสู้ทางชนชั้น (ปฏิวัติ) อยู่ต่อไป แต่ปัญหาก็คือคนสนับสนุนแนวความคิดนี้ของท่านประธานเหมามีน้อยเกินไป กลไกจัดตั้งของพรรคมีความเป็นระบบมากจนเหมาไม่สามารถสอดแทรกความคิดนี้ในที่ประชุมได้ คนที่ต่อต้านแนวความคิดเหล่านี้อย่างชัดเจนคือ หลิวซ่าวฉี เติ้งเสี่ยวผิง และกลไกจัดตั้งของพรรคในปักกิ่ง
ประธานเหมาจึงไปดำเนินงานปฏิวัติในเซี่ยงไฮ้ โดยเริ่มจากให้มีการตอบโต้จากหนังสือพิมพ์ในเซี่ยงไฮ้ว่ามีผู้เดินตามเส้นทางทุนนิยมอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นที่ยอมรับไม่ได้ และต่อด้วยความพยายามผลักดันนโยบายศึกษาสังคมนิยมและปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นลำดับต่อมา
ประธานเหมาจึงไปดำเนินงานปฏิวัติในเซี่ยงไฮ้ โดยเริ่มจากให้มีการตอบโต้จากหนังสือพิมพ์ในเซี่ยงไฮ้ว่ามีผู้เดินตามเส้นทางทุนนิยมอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นที่ยอมรับไม่ได้ และต่อด้วยความพยายามผลักดันนโยบายศึกษาสังคมนิยมและปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นลำดับต่อมา


   เหมาเจ๋อตงในวัยหนุ่ม

แต่การดำเนินการเช่นนี้ถูกตั้งข้อสงสัยและไม่เห็นด้วยจากสมาชิกอาวุโสของพรรคและผู้บริหารประเทศจำนวนหนึ่ง ผู้ที่มีบทบาทมากก็คือหลิวซ่าวฉี ผู้เป็นประธานประเทศ (ประธานาธิบดี) และเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเห็นความล้มเหลวมาแล้วในนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ และไม่เชื่อว่าการดำเนินงานคอมมูนจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ จึงจำกัดการปฏิบัติตามนโยบายของเหมาโดยใช้กลไกของพรรคฯ และพยายามใชกลไกของพรรคฯ ในการพัฒนา มากกว่ที่จะใช้กลไกปฏิวัติ
แต่เหมากลับไม่เชื่อว่ากลไลของพรรคฯจะทำได้ ประธานเหมาเห็นว่ากลไกของพรรคและระบบราชการก็เหมือนระบบขุนนางของจักรพรรดิ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นทุนนิยม แนวความคิดสายหลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิงเป็นทุนนิยมมากเกินไป จะต้องถูกกำจัดโดยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ   เหมาคิดบนพื้นฐานของนักปฏิวัติ และเชื่อว่าการปฏิวัติจะนำสังคมไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้ เพราะสิ่งที่เหมาทำมาตลอดชีวิตตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้านคือการปฏิวัติ และคนที่ทำอย่างนี้มาตลอดชีวิต ต้องมีความเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งที่เขากระทำอยู่อย่างแน่นอน ในขณะที่กลไกของพรรคมาจากพื้นฐานของสังคมนิยม ไม่ใช่แนวคิดปฏิวัติ
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดขั้วอำนาจสองขั้วขึ้นในพรรค ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายดำเนินการของพรรคที่พยายามใช้กลไกของพรรคในการพัฒนาประเทศ อีกฝ่ายคือประธานเหมาซึ่งในขณะนั้นไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายหรือการปฏิบัติใด ๆ ในพรรคได้   เหมาเลือกใช้ทั้งปากกาและปืนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในฐานะประธานคณะกรรมการทหารของพรรค เหมาแต่งตั้งหลินเปียวคนสนิทไปเป็นรองประธานคณะกรรมการทหารเพื่อช่วยเหลือในกองทัพปลดแอก และกองทัพปลดแอกนี่เองที่จะมีบทบาทอย่างยิ่งในอนาคตในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และใช้การดำเนินงานทางมวลชนผ่านทางหนังสือพิมพ์ในเซี่ยงไฮ้เพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม
ปี 1964 เหมาเริ่มปรับฐานอำนาจโดยโยกย้ายผู้ปฏิบัติงาน ตั้งนโยบายกำจัดผู้มีอำนาจในพรรคที่เดินไปตามเส้นทางทุนนิยม ในปีนี้ เจียงชิง อดีตนักแสดง ผู้ซึ่งเป็นภรรยาของเหมาเจ๋อตงเริ่มมีบทบาทในพรรค โดยได้เป็นสามชิกสมัชชาแห่งชาติ เจียงชิงและทีมงานเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดมีผู้ตั้งสมญานามให้ว่า "แกงค์สี่คน" คนที่ตั้งชื่อนี้คือเหมาเจ๋อตง



เหมาเจ๋อตงและเจียงชิง

ปี 1965 มีคนเริ่มลัทธิบูชาตัวบุคคล (เหมาเจ๋อตง) ยกยอปอปั้นให้เหมาเป็นเหมือนเทพเจ้า แนวความคิดเหมาเจ๋อตงถูกยกขึ้นเทียบแนวความคิดของมาร์กซ หนังสือรวมรวมบทความ แนวคิด และคำพูดของเหมาเริ่มมีการพิมพ์ออกสู่ท้องตลาด เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดพกใส่กระเป๋าเสื้อได้ ปกสีแดง กล่าวกันว่าเป็นฝีมือการรวบรวมของหลินเปียว



หนังสือปกแดง ที่บ้านมีอยู่เล่มหนึ่ง แต่เป็นฉบับสองภาษา มีแปลเป็นอังกฤษอยู่ด้วยครับ

ในปีเดียวกัน เหมาได้เสนอโครงการปฏิวัติวัฒนธรรมในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้ปฏิเสธอย่างหัวชนฝาคือหลิวซ่าวฉี ผู้ที่มีโอกาสถูกนโยบายนี้ปฏิวัติเป็นคนแรกหากเหมาสามารถผลักดันให้นโยบายนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ แต่การคัดค้านนั้นก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ใด ๆ ผลของมันทำให้หลิวซ่าวฉีถึงกับต้องแลกมาด้วยชีวิตในที่สุด

ปี 1966 กระบวนการปฏิวัติวัฒน์    ธรรมเริ่มขึ้น และสิ้นสุดหลังจากนั้นอีกสิบปีเมื่อผู้ก่อตั้งได้ถึงแก่ชีวิตเหมามีกำลังหลักคือกองทัพปลดแอกที่มีหลินเปียวเข้าไปดำเนินงานรออยู่แล้วและกลุ่มเรดการ์ดที่ก่อตั้งขึ้นมาทีหลัง     เรดการ์ดเริ่มก่อตั้งโดยหงเว่ยปิง โดยมีการอุปมาว่าประธานเหมาต้องการ "เห้งเจีย" ตัวเล็ก ๆ จำนวนมากเพื่อกำราบสวรรค์ (พรรค) ก่อความยุ่งยากให้กับสวรรค์ เห้งเจียตัวเล็ก ๆ ในที่นี้ก็คือกำลังเยาวชน เด็กนักศึกษามหาวิทยาลัย และต่อมาก็ลุกลามไปถึงนักเรียนมัธยมปลายอีกด้วย

กระบวนการนั้นเริ่มจากการติดป้ายประกาศที่เรียกว่า "หนังสือพิมพ์กำแพง" ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มต้นที่ปักกิ่ง เรียกร้องให้นักศึกษาออกมาปฏิวัติ สอบสวน เปลี่ยนแปลง (และรวมไปถึงทำลาย) สังคมจีนเก่า โดยมีสัญลักษณ์คือนักศึกษาสวมปลอกแขนแดง ถือหนังสือปกแดง ออกอาละวาดจับกุมผู้ที่ (ถูกหาว่า) มีแนวความคิดเป็นทุนนิยม-ผู้นิยมต่างชาติหรือเป็นสายลับ-พวกนิยมลัทธิแก้ หรือข้อหาอะไรก็ได้ที่สามารถคิดขึ้นมาได้เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามได้ เชื่อกันว่าเจียงชิงและพรรคพวกคือผู้อยู่เบื้องหลัง (หลักฐานจากการสอบสวนคดีในภายหลังสามารถแสดงความสัมพันธ์นี้ได้)

ผู้ที่ถูกจับรวมทั้งครอบครัว คนใกล้ชิด และเพื่อนร่วมงานจะถูกสอบสวน ตั้งข้อหา ทำทารุณกรรม และถูกลงโทษโดยไม่ใช้กระบวนการทางศาล เริ่มจากที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นอันดับแรก อาจารย์อาวุโสถูกนักศึกษาจับกุม สอบสวน คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ส่งคนเข้าไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงกดดันจากนักศึกษาได้ ผู้ที่ส่งคนไปซึ่งก็คือหลิวซ่าวฉีกลายเป็นคนรับผิดชอบความล้มเหลวนี้ไปโดยปริยาย และเป้าหมายลำดับต่อไปก็คือผู้มีอำนาจในพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิวัติวัฒนธรรม และรวมไปถึงสมาชิกคณะรัฐบาล ผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันและองค์กรต่าง ๆ โดยเจียงชิงและผู้ใกล้ชิดจะเป็นผู้กำหนดชื่อเป้าหมายและป้อนข้อมูลให้กับเรดการ์ด รวมทั้งกำหนดวิธีการทำงาน และอาจรวมถึงการให้ทุนสนับสนุนอีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่อง จักรพรรดิ์โลกไม่ลืม (The last Emperor) มีฉากหนึ่งที่ปูยีซึ่งได้อิสรภาพจากการคุมขังของรัฐบาลจีน เดินไปตามถนน เห็นผู้คุมคนหนึ่งถูกมัดมือไพล่หลังเดินมาตามถนน และถูกรุมล้อมโดยเรดการ์ด ปูยีพยายามเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้คุมคนนี้ที่เป็นคนดีและน่าเคารพ แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร ...นี่คือฉากหนึ่งของเรดการ์ด
เหมาเจ๋อตงสนับสนุนเรดการ์ดอย่างเต็มที่ มีการเดินขบวนสวนสนามตลอดปลายปีนั้น เด็กหนุ่มสาวสวมปลอกแขนสีแดง ในมือถือหนังสือปกแดงเดินผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมินโดยมีเหมาเจ๋อตงคอยโบกมือต้อนรับ ที่น่าขนลุกก็คือคำพูดที่เปล่งออกมาจากปากคนหนุ่มสาวเหล่านั้นว่า "ขอให้ประธานเหมาอายุยืนหมื่นปี" ช่างเหมือนกับที่เหล่าเสนาบดีกล่าวกับฮ่องเต้ในยุคศักดินาไม่มีผิด

ภาพยนตร์เรื่อง Red violin มีช่วงหนึ่งที่ไวโอลินสีเลือดนี้เดินทางมาประเทศจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และรอดพ้นจากการถูกทำลายอย่างฉิวเฉียด ในยุคนั้น อะไรก็ตามที่เป็นของต่างชาติหรือจะส่อแสดงว่าเป็นของฝ่ายทุนนิยมจะถูกทำลายจนหมด ไม่ว่าหนังสือ เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี บางคนยังบอกว่าแม้กระทั่งเลี้ยงปลาทองยังมีคนหาว่าเป็นพวกทุนนิยมได้



เจียงชิงในขณะมีอำนาจ

ท้ายที่สุด คณะกรรมการปักกิ่งถูกยุบ คณะกรรมการกรมการเมืองขาดอำนาจ ประธานเหมาตั้ง "กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม" ขึ้นมาเป็นองค์กรที่มีอำนาจเหนือคณะกรรมการพรรค ปลายปี 1966 เริ่มมีเรดการ์ดตามโรงเรียนมัธยม และแพร่ขยายไปทั่วประเทศ  สิงหาคม 1966 เหมาเขียนหนังสือพิมพ์กำแพงด้วยลายมือตัวเองว่า  "ถล่มกองบัญชาการ"  ติดที่ประตูห้องประชุมของที่ทำการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์นั่นหมายถึงสัญญาณบอกให้ขบวนปฏิวัติวัฒนธรรมออกมาทำลายกองบัญชาการ ซึ่งก็คือคณะผู้บริหารประเทศและคณะผู้บริหารพรรคนั่นเอง หลังจากนี้ไปสิบปี แผ่นดินจีนจะตกอยู่ในภาวะกลียุค สมาชิกพรรคฯ หลายคนถูกใส่ร้าย หลายคคนถูกปลดจากตำแหน่ง หลายคนถูกจองจำ และหลายคนถูกทำร้ายจนตายโดยปราศจากการไต่สวน    พฤติกรรมของเรดการ์ดนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและรวดเร็วตามประสาของคนหนุ่มสาว แต่พฤติกรรมเหล่านั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อการนี้ ประกอบกับนโยบายที่ไม่มีวัตถุประสงค์เด่นชัด พลังของคนรุ่นนี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยใช้หน้ากากปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้นเอง
ตุลาคม 1966 เหมาพูดกับนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลว่า "ผมเป็นผู้ทำให้เกิดกลียุคนี้ขึ้นมาเอง" แต่เหมาก็ไม่ได้หยุดขบวนการปฏิวัติอันนี้ ยังคงให้เรดการ์ดออกทำงานต่อไป


เหมาเจ๋อตงและโจวเอินไหล ยุคก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

กุมภาพันธ์ 1967 สมาชิกอาวุโสของพรรคเข้าพบเหมาเจ๋อตงเพื่อแสดงจุดยืนและปฏิเสธแนวทางปฏิวัติวัฒนธรรม หนึ่งในนั้นคือ จูเต๋อ ขุนพลผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหมาเจ๋อตง จนหลายคนเรียกชื่อรวมกันว่า จูเหมา และกระทั่งมีคนเข้าใจผิดว่าชื่อนี้หมายถึงคนคนเดียว


จูเต๋อและเหมาเจ๋อตงในระหว่างต่อสู้กับรัฐบาลก๊กมินตั๋ง

ผลของการพบกันครั้งนั้น
-เหมายกเลิกคอมมูนที่มีความพยายามจัดตั้งในเซี่ยงไฮ้
-ให้กองทัพปลดแอกทำงานมากขึ้น

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เดือนเมษายน 1967 เหมาออกคำสั่งให้เรดการ์ดออกทำงานปฏิวัติต่อไป ยังคงมีเรดการ์ดออกทำการทั่วประเทศ แต่ด้วยการจัดตั้งที่ขาดรากฐานทำให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งขัดแย้งกันเองและขัดแย้งกับกองทัพปลดแอก มีการซ่องสุมกำลังอาวุธในหมู่เรดการ์ด การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเกิดการปะทะจนแทบเป็นสงครามกลางเมืองในบางแห่งที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้

เดือนกรกฎาคม ที่พำนักผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ถูกล้อม หลายคนที่เข้าพบเหมาเจ๋อตงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์กลายเป็นเป้าโจมตี นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลต้องใช้ความสามารถและวาทศัลป์ในการช่วยเหลือผู้ที่ถูกกักอยู่ในวงล้อม โดยที่ตัวเขาเองก็เป็นเป้าหมายสำคัญด้วยเช่นกัน

ในเดือนเดียวกัน หลิวซ่าวฉีถูกเรดการ์ดจับกุมในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ภรรยาคือหวางกวงเหม่ยผู้ที่มีความสามารถ เคยเป็นล่ามให้กับแขกต่างประเทศ ถูกจับกุม ถูกสอบสวนโดยเรดการ์ดโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ผู้ใกล้ชิดถูกบังคับให้ใส่ร้ายหลิวซ่าวฉีว่าเป็นชนชั้นนายทุน รับใช้ต่างชาติ เป็นพวกลัทธิแก้ สุดแต่จะสรรหามาให้ร้าย หลาย ๆ คนยอมถูกทรมานแต่ไม่ยอมใส่ความหลิวซ่าวฉี และหลายคนในจำนวนนั้นถูกขังลืมหรือถูกทำร้ายจนเสียชีวิต เดือนตุลาคมปีเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการกรมการเมือง และมีมติให้ปลดหลิวซ่าวฉีออกจากทุกตำแหน่งรวมทั้งสมาชิกพรรคด้วย ..หลิวซ่าวฉีเสียชีวิตวันที่ 12 พฤศจิกายน 1967 ภรรยาถูกส่งไปทำงานหนักในชนบท   ถึงสิ้นปี 1967 สมาชิกอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนถูกใส่ร้ายและถูกลงโทษโดยอ้างว่าหลิวซ่าวฉีเป็นหัวหน้าแก็งค์บ่อนทำลายที่มีรากฐานอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลีอิ๋นเฉียว ผู้เขียน "น้ำตาเหมาเจ๋อตง" องครักษ์ผู้คอยดูแลเหมาเจ๋อตงมาเป็นเวลา 15 ปี ถูกพิษของการปฏิวัติวัฒนธรรม ครั้งหนึ่งเคยทะเลาะกับเจียงชิงจนกระทั่งเหมาต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการให้หลีอิ๋นเฉียวเขียนหนังสือวิจารณ์ตัวเองเพื่อบรรเทาความร้อนแรงของอารมณ์เจียงชิง เก็บหนังสือวิจารณ์ตนเองไว้กับตัวจนถูกเรดการ์ดนำไปเป็นหลักฐานใส่ร้าย ถูกจำขัง โชคดีที่เหมาเจ๋อตงทราบ จึงให้ปล่อยตัวออกมา
ผู้เฒ่าหลี่ตา เพื่อนผู้สูงวัยของเหมาเจ๋อตง หนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกทำร้ายร่างกายเสียชีวิต   เผิงเต๊อะไหว จอมพลผู้ไต่เต้ามาจากพลทหารก็ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตเช่นกัน   เถียนเจียอิง เลขานุการส่วนตัวของเหมา ถูกปลดและถูกใส่ร้าย คับแค้นจนต้องกินยาพิษฆ่าตัวตาย  เรดการ์ดออกจะกระทำการจนเกินความจำเป็นไปเสียแล้ว

พฤษภาคม 1968 ทางกองทัพปลดแอกได้เริ่มจัดตั้งคณะกรรมการปฏิวัติขึ้นในหลายมณฑล เรดการ์ดที่ก้าวร้าวรุนแรงถูกสลายกำลัง เนื่งจากประธานเหมามองเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็น "สงครามกลางเมือง" วิธีที่จะยุติความโกลาหลนั้น เหมาได้สลายกองกำลังเรดการ์ด เด็กหนุ่มสาวกว่ายี่สิบล้านคนถูกส่งออกไปศึกษาชีวิตชนบทห่างไกลเพื่อทำงานหนัก และให้เข้าถึงชีวิตของชนชั้นกรรมาชีพที่แท้จริง

นึกถึงภาพยนตร์จีนที่เคยดูอยู่เรื่องหนึ่ง; ซิ่ว ซิ่ว เธอบริสุทธิ์ (Xiu Xiu, The Send Down Girl) ที่กล่าวถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณไปกับการปฏิวัติวัฒนธรรม ถูกส่งไปทำงานหนักในชนบท อยู่ในความทุกข์ยากและการกดขี่ของคนที่มีอำนาจและโอกาสที่เหนือกว่า โดยไม่มีโอกาสได้กลับไปยังบ้านเกิด และสิ่งเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ทำลายเธอลงทีละนิด



เติ้งเสี่ยวผิง หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปฏิวติวัฒนธรรม
ภาพเมื่อปี 1977 หลังพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมไปแล้ว

           สำหรับเติ้งเสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรี ในเบื้องต้นถูกคุมตัวในบ้านพัก จากนั้นถูกเนรเทศไปหนานซางในปี 1969 ถูกปลดจากทุกตำแหน่งในพรรคและในรัฐบาล ยกเว้นตำแหน่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ บุคคลที่มีอาวุโสเป็นอันดับสี่ในสายการเมืองในยุคนั้นต้องไปเป็นคนงานในโรงงานเล็ก ๆ เติ้งเสี่ยวผิงผู้ซึ่งเคยสนับสนุนเหมาเจ๋อตงในยุค 28 บอลเชวิคและเคยถูกปลดจากตำแหน่งพร้อมกับเหมาเจ๋อตงในสมัยนั้น ถูกโค่นล้มเป็นครั้งที่สองในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (หลังจากนี้ไป ชายคนนี้จะล้มอีกหนึ่งครั้ง แต่ในทุกครั้งที่ชายร่างเล็กคนนี้ล้ม จะสามารถลุกยืนขึ้นมาได้เสมอ) ลูกชายคนหนึ่งของเติ้งต้องถูกทำร้ายจนพิการ ครอบครัวต้องแตกแยกเป็นเวลาเกือบสิบปี




เหมาเจ๋อตงในช่วงสูงวัย

        พิษของการปฏิวัติวัฒนธรรมยังคงคุกรุ่นอยู่แม้ว่ากองกำลังเรดการ์ดจะถูกสลายไปแล้ว ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 9 สมาชิกที่เคยร่วมประชุมในครั้งที่ 8 หายไปถึงสองในสาม ! ในการประชุมครั้งนี้มีการกำหนดให้หลินเปียวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากประธานเหมา แต่ในช่วงหลัง ประธานเหมากลับมองว่าหลินเปียวนั้นเป็นพวกยกย่องตัวบุคคลเกินจริง (หลิวเคยบอกว่าอัจฉริยะอย่างประธานเหมานั้นต้องสักร้อยปีถึงจะมีมาเกิดสักคน เหมาถามกลับไปว่าตัวเหมาเองก็เกิดห่าจากคาร์ล มาร์กซ หรือ ซุนยัดเซน ไม่นาน จะไปบอกว่าร้อยปีจะมีเกิดมาสักคนได้อย่างไร) นอกจากนี้เหมายังมองว่าหลินเปียวต่อต้านนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา เป็นพวก "ซ้ายตกขอบ" และ "ทุจริต" จนกระทั่งในที่สุด เหมาเจ๋อตงได้ยุบตำแหน่งประธานประเทศ (ประธานาธิบดี) เป็นตำแหน่งที่หลินเปียวควรจะได้เป็นต่อหลังจากหลิวซ่าวฉีเสียชีวิต นั่นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าเส้นทางการเมืองของหลินเปียวเริ่มมืดมนมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจดับลงได้ในไม่ช้า

            หลินเปียวจึงเริ่มดำเนินงานใต้ดิน โดยพยายามปฏิวัติยึดอำนาจจากเหมาเจ๋อตงในช่วงปี 1970-1971 โดยแต่งตั้งลูกชายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพอากาศ และพยายามรวมรวมคนเพื่อก่อการปฏิวัติ แต่ท้ายที่สุดเมื่อปฏิบัติการล้มเหลว หลินเปียวจึงพาคนสนิทเดินทางโดยเครื่องบินหนีออกนอกประเทศ แต่ท้ายที่สุดเครื่องบินตกและทุกคนบนเครื่องเสียชีวิต หลักฐานการปฏิวัติได้มาจากเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งที่ลูกน้องหลินเปียวพยายามบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศแต่นักบินบินกลับและถูกยิงเมื่อลงจอดแล้ว

         หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคอย่างมโหฬาร แต่กลุ่มของเจียงชิงยังกุมอำนาจใหญ่อยู่ภายในพรรค ในระยะหลัง โจวเอินไหลเริ่มผลักดันให้เติ้งเสี่ยวผิงกลับเข้ามาทำงานในพรรคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นการคานอำนาจของกลุ่มเจียงชิงได้เป็นอย่างดี เหมาเจ๋อตงที่ยกย่องความสามารถของโจวเอินไหลและเชื่อฝีมือเติ้งเสี่ยวผิง (แต่ไม่เชื่อนโยบาย) จึงเรียกใช้งานเติ้งเสี่ยวผิงในฐานะรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ทำให้กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมซึ่งก็คือแก็งค์ของเจียงชิงนั้นไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และหาทางทำลายฝ่ายนายกโจวอยู่ตลอดเวลา

        ในระยะหลัง เริ่มเกิดความเหินห่างระหว่างประธานเหมาและเจียงชิง แม้ประธานเหมาจะเชื่อใจให้เจียงชิงกุมบังเหียนการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ประธานเหมาก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าเจียงชิงและคณะจะสามารถเป็นเสาหลักของพรรคได้ ความเหินห่างเกิดขึ้นจนกระทั่งเจียงชิงเอง หากจะเข้าพบเหมาเจ๋อตงก็ต้องทำเรื่องเสนอขอเข้าพบอย่างเป็นทางการ จะพูดคุยก็ต้องผ่านเลขาและคนดูแลส่วนตัวซึ่งเป็นคนของเจียงชิง และเป็นเหมือนกระบอกเสียงของเจียงชิงที่อยู่ข้างประธานเหมา


นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล

        ปี 1974 นายกโจวเอินไหลเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคมะเร็ง ในปีนั้นเองที่ประธานเหมาแต่งตั้งเติ้งเสี่ยวผิงเป็นนายกรัฐมนตรี และเริ่มมีการแต่งตั้งสมาชิกอาวุโสของพรรคกลับเข้ารับตำแหน่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และในปีนี้อีกเช่นกันที่ประธานเหมาบัญญัติคำว่า "แก๊งสี่คน" ขึ้นมาใช้เรียก เจียงชิง จางชุนเฉียง เหยาเหวินหยุน และ หวางหงเหวิน และกล่าวตำหนิเจียงชิงในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมือง





นายกโจวเอินไหลกล่าวปราศรัยในปี 1975 เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต

         มกราคม 1975 มีการประชุมสมัชชาแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1964 ในปีเดียวกันนี้เอง โครงการพัฒนาพรรคในปีนั้นไม่ได้เน้นการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจุดอ่อนให้เจียงชิงและพรรคพวกโจมตีโดยผ่านทางคนสนิทของเหมา โดยบอกผ่านไปทางหลานชายของประธานเหมา คือ เหมาเหยียนซิน ลูกของน้องชายเหมาเจ๋อตงว่า เติ้งเสี่ยวผิงไม่เคยพูดถึงปฏิวัติวัฒนธรรม ไม่เคยวิจารณ์หลิวซ่าวฉี และเชื่อฟังแต่โจวเอินไหล แม้นายกโจวจะอยู่โรงพยาบาลก็ยังไปพูดคุยกันอยู่เสมอ ๆ ท้ายที่สุดมีการนำไปพูดในที่ประชุม ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงก็ได้กล่าวคัดค้าน   แต่ท้ายที่สุดเติ้งเสี่ยวผิงก็ถูกคำสั่งพักงาน
        8 มกราคม 1976 นายกโจวเอินไหลเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ในขณะนั้นเจียงชิงเป็นผู้ควบคุมกลไกสื่อสารมวลชนของรัฐ ประกาศการเสียชีวิตและประกาศไว้อาลัยจึงแทบจะไม่มีให้พบเห็นตามสื่อต่าง ๆ การตายของคนที่สร้างคุณประโยชน์เป็นอย่างสูงให้สาธารณรัฐประชาชนจีนกลับถูกอำนาจทางการเมืองปิดบังอย่างถึงที่สุด   สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจียงชิงก็คือ ประธานเหมาวางตัว ฮว่ากั๋วเฝิง 'เด็กสร้าง' จากมณฑลเดียวกัน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งนั่นสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างสูงให้กับเจียงชิง เพราะคาดว่าคนของตัวเองจะได้ขึ้นตำแหน่งนี้
    มีนาคม 1976 เจียงชิงและแกงค์สีคนเริ่มเปิดประเด็นโจมตีฝ่ายที่ถูกเรียกว่าทุนนิยมผ่านทางหนังสือพิมพ์ในเซี่ยงไฮ้ แต่กลับถูกต่อต้านจากคนอ่านอย่างรุนแรง โรงพิมพ์ถูกล้อม คนออกมาเดินขบวนต่อต้านและโจมตีแกงค์สี่คน     เดือนเมษายน มีคนมาร่วมไว้อาลัยที่จัตุรัสเที่ยนอันเหมินเป็นจำนวนมาก พวกหรีดและคำไว้อาลัยวางอยู่เต็มฐานของอนุสวรีย์วีรชนที่เทียนอันเหมิน


พวงหรีดและคำไว้อาลัยนายกโจวเอินไหล

           5 เมษายน 1976 มีการสลายการชุมนุมของคนที่มาร่วมไว้อาลัยให้นายกโจว มีคนอ้างว่าพบเห็นเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ในบริเวณที่ชุมนุม เป็นเหตุให้เหมาออกคำสั่งปลดเติ้งเสี่ยวผิงจากทุกตำแหน่งในเวลาต่อมา และให้คุมตัวไว้ ในหนังสือ "เติ้งเสี่ยวผิง ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรม" เขียนโดยมาดามเติ้งหยง บอกว่า วังตงซิงเป็นผู้สอบถามเติ้งเสี่ยวผิงว่าเป็นผู้นำการชุมนุมหรือไม่ เติ้งเสี่ยวผิงตอบว่าเคยไปตัดผมแถวนั้น แต่ไม่ได้ไปร่วมการชุมนุม

     เหมาเจ๋อตงเป็นคนที่เห็นคุณค่าความสามารถของเติ้งเสี่ยวผิงมาโดยตลอด เคยกล่าวชมเชยเติ้งในที่ประชุมหลายครั้ง สำหรับโทษครั้งนี้ ประธานเหมาบอกคนใกล้ชิดว่าที่ยังคงตำแหน่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไว้เพราะ 'จะได้เอาบัตรสมาชิกเก็บไว้ให้ลูกหลานดูได้    หลังจากนั้น นายพลเย่เจี้ยนอิง รมว.กลาโหม ส่งเติ้งไปที่กว่างโจว มณฑลกว่างตงเพื่อลี้ภัยและอยู่ในความดูแลของฝ่ายทหารที่เป็นห่วงสวัสดิภาพของเติ้งเสี่ยวผิง

      7 เมษายน 1976 มีแถลงการณ์ให้ฮว่ากั๋วเฝิงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   มิถุนายน 1976 ประธานเหมายังแสดงท่าทีสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรม ฝ่ายฮว่ากั๋วเฝิงกับเจียงชิงก็มีการปะทะคารมกันในที่ประชุมวางแผนรัฐและต่อต้านกันไปมา ฝ่ายฮว่ากั๋วเฝิงได้อาศัยสมาชิกอาวุโสที่ต่อต้านเจียงชิงเป็นฐานสนับสนุน

      9 กันยายน 1976 เวลา 02:30 น. ประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรม  ประธานเหมาแต่งตั้งฮว่ากั๋วเฝิงเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากต้องการหาคนกลางที่ไม่สุดขั้วไปทางใดทางหนึ่งมาเป็นตัวประสานรอยร้าวภายในพรรค ดูเหมือนเหมาจะกลัวกระแสทุนนิยมในฝ่ายเติ้ง แต่ก็ไม่ไว้ใจกระแสปฏิวัติไม่ลืมหูลืมตาของเจียง จึงพยายามหาทางออกโดยวิธีประนีประนอม อย่างนี้อาจเรียกได้ว่าเหมาเป็นหนึ่งในลัทธิยอมจำนนได้เหมือนกัน

        เจียงชิงอ้างว่าประธานเหมาต้องการให้เป็นประธานคณะกรรมการกลางพรรค โดยอาศัยฐานเสียงในเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่สมัยริเริ่มสร้างคอมมูนเมื่อหลายปีก่อน แต่วังตงซิง ผู้คุมกำลังในเซี่ยงไฮ้ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ ท้ายที่สุด แก็งค์สี่คนก็ทยอยกันถูกจับทีละคน

        เมื่อสิ้นประธานเหมา คนคอยคุ้มครองฝ่ายเจียงชิงก็หมดไป ประธานเหมาเคยเตือนเจียงชิงแล้วว่าจะเป็นศัตรูกับทุกฝ่ายไม่ได้ แต่ดูเหมือนเจียงชิงจะลุแก่อำนาจและคิดว่าฐานกำลังของตนสามารถปกป้องสวัสดิภาพของตนและสมัครพรรคพวกได้ แต่เจียงชิงคิดผิด    ในวันพิจารณาคดีเรื่องแก็งค์สี่คน (ร่วมกับคดีหลินเปียวที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย) มีจำเลยมาขึ้นศาลทั้งหมดสิบคน บางคนติดต่อทนายเป็นการส่วนตัว บางคนขอใช้ทนายที่ศาลตั้งให้ ส่วนเจียงชิงปฏิเสธทนายความหลายต่อหลายคนที่เป็นตัวเลือก ก่อนจะขึ้นฟังคำฟ้องแบบไม่มีทนายความ


เจียงชิงถูกพิพากษาประหารชีวิต และลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ก่อนจะฆ่าตัวตายในคุก

เหยาเหวินหยวนถูกตัดสินจำคุก 15 ปี

   จางชุนเฉียวถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 


หวางหงเหวินถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เสียชีวิตด้วย      โรคมะเร็งในระหว่างถูกจำคุก

      ในปี 1978 เติ้งเสี่ยวผิง ผู้ที่ล้มสามครั้ง สามารถลุกขึ้นมาได้ทั้งสามครั้ง ผู้ที่ไม่สนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ (หรือแดง) แต่ถ้าจับหนูได้ ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มภาคภูมิ  ปิดตำนานสิบปีแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมแต่เพียงเท่านี้


อ้างอิง
ที่มา: http://www.bloggang.com
ที่มา: http://th.wikipedia.org.com  
 ที่มา: http://likalen3.blogspot.com